วันพุธที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2563

โบอาชชมรัฐบาลฝรั่งเศสทำถูกหลังลีกเอิงอดแข่งต่อ

อันเดร วิลลาช-โบอาช กุนซือ มาร์กเซย ออกปากชมรัฐบาลของฝรั่งเศสที่ตัดสินใจถูกเรื่องสั่งห้ามแข่งกีฬาที่จะมีคนเกี่ยวข้องเป็นจำนวนมากจนกว่าจะถึงเดือนกันยายนนี้ ชี้ มันเป็นการแสดงให้เห็นว่าภาครัฐเคารพต่อสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ในปัจจุบัน

       อันเดร วิลลาช-โบอาช เทรนเนอร์ โอลิมปิก มาร์กเซย กล่าวชมรัฐบาลของประเทศฝรั่งเศสว่าตัดสินใจถูกแล้ว แม้ว่ามันจะส่งผลให้ศึก ลีก เอิง และ ลีก เดอซ์ ในฤดูกาล 2019-20 จำเป็นต้องตัดจบในทันทีตามไปด้วยก็ตาม

       หลังจากที่ต้องสู้กับการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 มาพักหนึ่ง ล่าสุดรัฐบาลของแดนน้ำหอมก็ประกาศห้ามทำการแข่งขันกีฬาทุกชนิดที่จะมีคนเกี่ยวข้อง 5,000 คนขึ้นไป จนกว่าจะถึงเดือนกันยายนนี้ ซึ่งนั่นก็หมายความว่าลีกฟุตบอลในซีซั่นนี้ไม่สามารถกลับมาเตะกันต่อได้

       กุนซือชาวโปรตุกีสเผยว่า "ผมคิดว่ามันเป็นการตัดสินใจที่สมเหตุสมผล เพราะมันเร็วเกินไปที่จะกลับมาซ้อมกันอีกครั้ง มันเป็นไปได้ยากมากที่จะสามารถทำตามเงื่อนไขที่จำเป็นสำหรับการกลับมาซ้อมได้ โดยเฉพาะแนวทางที่แพทย์เสนอขึ้นมา ผมคิดว่ามันเป็นการตัดสินใจที่ดีแล้ว มันเป็นการแสดงให้เห็นถึงการให้ความเคารพที่เราจำเป็นต้องมีต่อเหยื่อของเชื้อไวรัสนี้ทั้งในฝรั่งเศสและทั่วทั้งโลก"

       "ผมจะคุยกับสโมสรเพื่อดูว่ามันจะเกิดอะไรขึ้น อย่างเช่นเรื่องที่ว่าผลงานของเราในฤดูกาลนี้จะยังคงมีผลอยู่หรือไม่ ก่อนที่ลีกจะหยุดพักการแข่งขันน่ะ ตารางมันก็เป็นเหมือนอย่างในตอนนี้นี่แหละ การตัดสินใจที่เกิดขึ้นมันทำให้เกิดปัญหาอิ่นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องการเงินที่ถือว่ามีความสำคัญมากๆ บรรดาสโมสรต่างก็ต้องพึ่งพาค่าลิขสิทธิ์จากโทรทัศน์เพื่อที่จะอยู่รอดให้ได้"

       "อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจของรัฐบาลก็ถือว่าสมเหตุสมผลแล้ว และเป็นการให้ความเคารพต่อสิ่งที่เรากำลังเผชิญหน้าอยู่ในตอนนี้ด้วย สิ่งที่สำคัญที่สุดคือเรื่องสุขภาพ, การปกป้องทุกคน ซึ่งการตัดสินใจของรัฐบาลก็เป็นการทำที่เข้ากับเรื่องเหล่านั้น ทุกคนจำเป็นต้องตระหนักว่าตอนนี้เรากำลังเจอกับช่วงเวลาที่น่าโศกเศร้าอยู่"

ชอว์เผย1แข้งทำตนเจองานหนักตอนดวลกัน

ลุค ชอว์ ฟูลแบ็ก แมนฯ ยูไนเต็ด ระบุ วิคเตอร์ โมเสส ถือเป็นหนึ่งในนักเตะที่ทำให้ตนเจองานหนักมากที่สุด ในระดับเดียวกับ ลิโอเนล เมสซี่, เอแด็น อาซาร์ และ แกเร็ธ เบล พร้อมบอกว่าทึ่งกับสภาพความฟิตของ สกอตต์ แม็คโทมิเนย์ สุดๆ

       ลุค ชอว์ แบ็กซ้าย แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ยอดสโมสรแห่งเวที พรีเมียร์ลีก อังกฤษ กล่าวว่า วิคเตอร์ โมเสส ปีกชาวไนจีเรียของ เชลซี ที่ตอนนี้อยู่กับ อินเตอร์ มิลาน ด้วยสัญญายืมตัวนั้น เคยทำให้ตนเล่นได้ยากในระดับเดียวกับที่เคยเจอตอนที่ต้องดวลกับ ลิโอเนล เมสซี่, แกเร็ธ เบล และ เอแด็น อาซาร์

       โมเสส มีทั้งฤดูกาลที่ได้ลงเล่นกับ เชลซี อย่างต่อเนื่อง และซีซั่นที่ต้องไปเล่นแบบยืมตัว โดยที่จริงในฤดูกาลนี้เขาก็เคยอยู่กับ เฟเนร์บาห์เช่ ด้วยสัญญาเช่า ก่อนที่จะไปอยู่กับ อินเตอร์ ด้วยสัญญายืมตัวเช่นกัน

       ชอว์ เผยว่า "หลายคนชอบคิดว่าผมพูดเล่น แต่ผมจริงจังนะที่บอกว่าหนึ่งในเกมที่หินที่สุดของผมคือการเจอกับ วิคเตอร์ โมเสส ในตอนที่ผมลงเล่นให้ เซาธ์แฮมป์ตัน ตอนที่ผมอายุได้ 17 ปี ตอนนั้นเขาเร็วมากๆ, ขึ้นเกมอย่างรวดเร็ว, แข็งแกร่ง และมันเป็นงานที่ท้าทายมากๆ สำหรับผม มันอาจจะเป็นเพราะตอนนั้นผมยังอายุน้อยอยู่ก็ได้ ผมเคยดวลกับนักเตะอย่าง แกเร็ธ เบล, เมสซี่ และ อาซาร์ มาแล้ว พวกเขาต่างก็เป็นนักเตะที่ดี แต่ผมจำได้อยู่เสมอว่า วิคเตอร์ โมเสส ก็เป็นหนึ่งในคู่แข่งที่ทำให้ผมเจองานยากในระดับเดียวกับคนเหล่านั้น"

       แข้งวัย 24 ปี เสริมว่าทึ่งกับความฟิตของ สกอตต์ แม็คโทมิเนย์ กองกลางเพื่อนร่วมทีมมากๆ หลังจากที่ไม่นานมานี้ แม็คโทมิเนย์ โชว์ให้เห็นว่าเขาสามารถวิ่งเป็นระยะทางรวม 5 กิโลเมตรได้ในเวลา 16 นาที "บททดสอบความฟิต (ในช่วงที่แต่ละคนต้องกักตัวอยู่ในบ้าน) ที่โค้ชของเราตั้งขึ้นมามันเป็นเรื่องที่ดีมากๆ ต่อนักเตะ ยูไนเต็ด ปกติแล้วเรามักจะแข่งกันว่าใครจะทำได้ดีกว่า"

       "สัปดาห์ก่อน สกอตตี้ โพสต์ลงโซเชียลมีเดียว่าเขาสามารถวิ่งเป็นระยะทาง 5 กิโลเมตรได้ในเวลา 16 นาที มันเป็นเรื่องที่บ้าบอมากๆ ผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเขาทำอย่างนั้นได้จริงๆ รึเปล่า วันนี้ แฮร์รี่ แม็กไกวร์ เพิ่งทำได้ด้วยเวลา 18 นาที ซึ่งที่จริงมันถือว่าเป็นเวลาที่ดีเลยนะ แต่สถิติของ สกอตตี้ มันบ้าบอมากๆ"

      "เขาเป็นหนึ่งในคนที่ฟิตที่สุดของทีม และถ้าผมจำไม่ผิดน่ะ คุณพ่อของเขาก็เป็นนักวิ่งด้วย คุณพ่อของเขาคงให้คำแนะนำบางอย่างกับเขา และจับเขาซ้อมในตอนนี้แน่ๆ มันน่าเหลือเชื่อมากๆ ที่เขาทำเวลาได้เร็วขนาดนั้น ตอนที่ผมเห็นสถิติของเขาน่ะ ผมก็ลองไปเช็กบนเครื่องออกกำลังกายว่ามันต้องวิ่งเร็วขนาดไหนถึงจะทำเวลาได้เร็วแบบนั้น และตัวเลขที่ออกมามันก็น่าทึ่งมากๆ มันเหมือนกับว่าเขาวิ่งแบบสปรินท์ตลอดทั้ง 5 กิโลเมตรเลย"

       "มันน่าเหลือเชื่อสุดๆ เขาเป็นคนที่ตัวใหญ่แล้วก็สูงด้วย ดังนั้นการที่เขาสามารถก้าวขาได้ยาวมันก็อาจจะมีผลอยู่บ้าง แต่เขาเป็นเหมือนเครื่องจักรชัดๆ ที่จริง เจสซี่ ลินการ์ด ก็ทำเวลาได้เร็วพอๆ กัน ทั้ง 2 คนนั้นสร้างมาตรฐานให้ทุกคนจำเป็นต้องทำตามให้ได้"

เจาะผลงาน อูปาเมกาโน่

ในขณะที่ช่วงที่ผ่านมาโลกฟุตบอลให้ความสนใจแนวรุกดาวรุ่งหลายราย อย่างเช่น เจดอน ซานโช่ ปีกชาวอังกฤษของ โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ และ เออร์ลิง เบราต์ ฮาแลนด์ กองหน้าชาวนอร์เวย์ของ "เสือเหลือง" ในด้านกองหลังเองก็มีแข้งอนาคตไกลที่น่าสนใจเช่นกัน ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ ดาโยต์ อูปาเมกาโน่ ปราการหลัง แอร์เบ ไลป์ซิก

       ที่จริงแล้ว อูปาเมกาโน่ ย้ายจาก เร้ดบูลล์ ซัลซ์บวร์ก มาอยู่กับ ไลป์ซิก ตั้งแต่ช่วงกลางฤดูกาล 2016-17 แล้ว แต่เขาเพิ่งมาเป็นที่สนใจของหลายทีมยักษ์ใหญ่ทั่วทวีปยุโรป อย่างเช่น บาเยิร์น มิวนิค, แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ในช่วงนี้ ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นเพราะเขาอาจจะไม่มีค่าตัวที่สูงเท่าไหร่ จากการที่จะหมดสัญญากับ ไลป์ซิก ในช่วงซัมเมอร์ ปีหน้าแล้ว

       ทั้งนี้ ถ้าหากลองเจาะลึกถึงผลงานของ อูปาเมกาโน่ ในฤดูกาลนี้แล้วล่ะก็ มันก็ไม่น่าแปลกใจเลยที่หลายทีมจะพยายามดึงเขาไปร่วมทัพให้ได้ แถมเจ้าตัวยังเพิ่งมีอายุแค่ 21 ปีเท่านั้นด้วย ทำให้ยังมีโอกาสที่จะพัฒนาฝีเท้าไปมากกว่านี้อีก ลองไปดูกันดีกว่าว่าผลงานที่น่าสนใจของเขามีอะไรบ้าง

การผ่านบอล
       แม้ว่าจะเป็นกองหลัง แต่ อูปาเมกาโน่ ก็ถือเป็นคนที่ผ่านบอลได้แม่นยำสูงมาก ที่จริงแล้วเขาครองอันดับ 1 ของชาร์ตกองหลังที่ผ่านบอลระยะยาวเข้าเป้ามากที่สุดของ บุนเดสลีกา ในซีซั่นนี้ หากเทียบเฉพาะบรรดาเซนเตอร์แบ็กที่ลงเล่นอย่างน้อย 20 นัดด้วยซ้ำ ที่ค่าเฉลี่ย 6.2 นัดต่อเกม

       นอกจากนี้ ในด้านการผ่านบอลระยะสั้นเขาก็ผ่านบอลเข้าเป้าได้เฉลี่ย 58.3 ครั้งต่อเกม สูงเป็นอันดับ 3 ของลีกด้วย ส่วนค่าเฉลี่ยการผ่านบอลที่เป็นจังหวะสำคัญของเขาก็อยู่ที่ 0.4 ครั้งต่อเกม ซึ่งไม่ถือว่าเยอะเท่าไหร่ แต่ถ้าเทียบเฉพาะในกองหลังแล้วก็เป็นอันดับ 2 ร่วมของลีกเลย

ลูกกลางอากาศ
       ตลอดการลงเล่นในลีกประจำฤดูกาลนี้ อูปาเมกาโน่ มีจังหวะดวลลูกกลางอากาศเฉลี่ยแล้ว 3 ครั้งต่อเกม ซึ่งเขาก็ชนะการดวลลูกกลางอากาศได้เฉลี่ย 2 ครั้งต่อนัด โดยถือว่าสูงเป็นอันดับ 10 ของบรรดากองหลังใน บุนเดสลีกา ที่ลงเล่นอย่างน้อย 20 เกมในซีซั่นนี้

การเสียฟาวล์
       สำหรับกองหลังแล้วนั้น ยิ่งเสียฟาวล์น้อยเท่าไหร่ก็ยิ่งดี ซึ่ง อูปาเมกาโน่ ก็ทำอย่างนั้นได้น่าพอใจ เพราะเขาเสียฟาวล์เฉลี่ยแล้ว 0.8 ครั้งต่อเกม น้อยเป็นอันดับ 6 ในฤดูกาลนี้ในหมู่เซนเตอร์แบ็กของ บุนเดสลีกา และยังโดนใบเหลืองไป 5 ใบ

การเข้าสกัดและการตัดบอล
       ในฤดูกาลนี้ ไลป์ซิก เสียประตูในลีกไปเพียง 26 ลูก ทำให้พวกเขาเป็นทีม บุนเดสลีกา ประจำซีซั่นนี้ที่เสียประตูในลีกน้อยที่สุดร่วมกับ บาเยิร์น มิวนิค และมันก็มีส่วนทำให้ ไลป์ซิก เป็นอันดับ 3 ในลีก ก่อนหน้าที่ลีกจะโดนสั่งพักการแข่งขันจากปัญหาการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19

       อูปาเมกาโน่ ถือเป็นหนึ่งในฟันเฟืองสำคัญที่ทำให้เกมรับของ ไลป์ซิก แข็งแกร่งมากขนาดนั้น เพราะในซีซั่นนี้เขาเข้าสกัดโดนบอลในลีกเฉลี่ยแล้ว 2.1 ครั้งต่อเกม จากจังหวะพยายามเข้าเสียบ 3 ครั้งต่อนัด ซึ่งถือว่าสูงเป็นอันดับ 1 ร่วมกับ มาร์ติน ฮินเทเรกเกอร์ ดาวเตะ ไอน์ทรัค แฟร้งค์เฟิร์ต หากเทียบเฉพาะบรรดาเซนเตอร์แบ็กที่ลงเล่นอย่างน้อย 20 นัด

       นอกจากนี้ อูปาเมกาโน่ ยังอ่านเกมได้ดีจนสามารถตัดบอลโดยที่ไม่ต้องพุ่งเสียบได้เฉลี่ยแล้ว 1.7 ครั้งต่อเกม สูงเป็นอันดับ 4 ของลีก แพ้เพียง นิโก้ เอลเวดี้ แนวรับ โบรุสเซีย มึนเช่นกลัดบัค, สเวน เบนเดอร์ ดาวเตะ ไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่น และ มัทส์ ฮุมเมิ่ลส์ กองหลัง โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ เท่านั้น

วันอังคารที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2563

"อลอนโซ่" อาจช่วยงาน "เป๊ป" คุมแมนฯซิตี้ลุยซีซั่นหน้า

เราอาจจะได้เห็น ชาบี อลอนโซ่ ตำนานแข้ง ลิเวอร์พูล คัมแบ็กสู่เวที พรีเมียร์ลีก เพราะล่าสุดมีข่าว เป๊ป กวาร์ดิโอล่า กุนซือ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ อยากได้เจ้าตัวมาเป็นมือขวาคนใหม่ 

       เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ผู้จัดการทีม แมนเชสเตอร์ ซิตี้ กำลังพิจารณาดึง ชาบี อลอนโซ่ อดีตยอดกองกลางของ ลิเวอร์พูล มาเป็นผู้ช่วยกุนซือ สำหรับการสู้ศึกในฤดูกาลหน้า ตามรายงานจาก โกล สื่อลูกหนังชื่อดังของโลก เมื่อวันจันทร์ที่ 27 เมษายน ที่ผ่านมา 

       กวาร์ดิโอล่า กำลังมองหามือขวาที่รู้ใจ หลังจาก มิเกล อาร์เตต้า ที่ช่วยกันพาทีมคว้าแชมป์หลายรายการ ตัดสินใจอำลาถิ่น เอติฮัด สเตเดี้ยม ไปเป็นกุนซือใหญ่ อาร์เซน่อล เมื่อช่วงปลายปีที่แล้ว

       ล่าสุด โกล ระบุว่า ยอดกุนซือชาวสแปนิชวัย 49 ปี ได้มอง อลอนโซ่ ซึ่งปัจจุบันคุมทีม เรอัล โซเซียดาด เบ เป็นหนึ่งในตัวเลือก โดยที่ผ่านมา อลอนโซ่ เคยกล่าวยกย่อง กวาร์ดิโอล่า ว่า เป็นกุนซือที่ยอดเยี่ยมที่สุดที่ตนเคยร่วมงานด้วย

       ทั้งนี้ อลอนโซ่ เคยร่วมงานกับ กวาร์ดิโอล่า สมัยค้าแข้งกับ บาเยิร์น มิวนิค ซึ่ง ณ ขณะนั้นรายหลังเป็นกุนซือ "เสือใต้"

แผนขยาย "แอนฟิลด์" เลื่อนเหตุโควิดระบาด

แอนดี้ ฮิวจ์ส ผู้บริหารสูงสุดทางด้านการเงินสโมสรลิเวอร์พูล ยอมรับการขยายสนามแอนฟิลด์ ฝั่ง แอนฟิลด์ โร้ด จำเป็นต้องล่าช้าออกไปเนื่องจากผลกระทบจากการระบาดของเชื้อไวรัสมรณะ พร้อมยืนยันจำเป็นต้องทำเพื่อความปลอดภัยของชีวิตผู้คนในเมืองนี้

       สโมสรลิเวอร์พูล จำเป็นต้องเลื่อนการขยายที่นั่งในสนามแอนฟิลด์ ฝั่ง แอนฟิลด์ โร้ด ออกไป เนื่องจากผลกระทบจากการระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา สายพันธุ์ใหม่ 2019 หรือชื่ออย่างเป็นทางการ "โควิด-19"

       ตามแผนงานเดิม "หงส์แดง" ตั้งใจที่จะเริ่มโปรแกรมการทำงานในการขยายสนามให้ได้มากกว่า 60,000 ที่นั่งในเดือนธันวาคมนี้ ด้วยการขยายฝั่งแอนฟิลด์ โร้ด เพิ่ม 7,000 ที่นั่ง โดยต้องใช้งบประมาณราวๆ 60 ล้านปอนด์ (ราว 2,280 ล้านบาท)

       อย่างไรก็ตามแผนงานต่างๆ จำเป็นต้องเลื่อนออกไป เพราะพิษการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสมรณะซึ่งส่งผลกระทบให้การสร้างต้องล่าช้าออกไป และนั่น หมายความว่าตามเป้าหมายเดิมที่สนามจะสร้างเสร็จในเดือนสิงหาคม 2022 คงไม่สามารถทำได้ทันตามกำหนดแล้ว

       แอนดี้ ฮิวจ์ส ผู้บริหารสูงสุดทางด้านการเงินสโมสรลิเวอร์พูล กล่าวว่า "เราต้องพบกับความล่าช้าในการทำตามแผนงานที่วางเอาไว้เพราะผลกระทบจากการล็อกดาวน์ในสถานการณ์โควิด-19 ระบาด มีหลายเรื่องที่ท้าทายที่ต้องเผชิญในตอนนี้ รวมทั้งด้านการก่อสร้าง, การจัดซื้อ และภาครัฐ เราจึงจำเป็นต้องหยุดแผนงานเอาไว้อย่างน้อย 12 เดือน"

       "ตามแผนการสร้างสำหรับอัฒจันทร์ฝั่งแอนฟิลด์ โร้ด ต้องใช้ระยะเวลา 18 เดือน และจำเป็นต้องใช้เวลา 2 ซัมเมอร์เพื่อให้ทุกอย่างเสร็จสมบูรณ์ นี่คือเหตุผลที่เราจำเป็นต้องหยุดโครงการเอาไว้ชั่วคราวอย่างน้อย 12 เดือน ดังนั้นเราน่าจะสร้างเสร็จสมบูรณ์ในช่วงซัมเมอร์ 2023"

       "เราเข้าใจว่ามีหลายคนต้องผิดหวังกับเรื่องนี้ แต่เป้าหมายหลักของเราก็คือเรื่องสุขภาพ และคุณภาพชีวิตสำหรับคนของเรา, สังคมท้องถิ่น และแฟนบอลในช่วงเวลาที่ท้าทายนี้ แน่นอนว่าทั้งหมดนี้มีผลกระทบจาก โควิด-19" ฮิวจ์ส ระบุ

กิลมอร์ชู4มิดฟิลด์สเปนเป็นแบบอย่างในการเล่น

บิลลี่ กิลมอร์ มิดฟิลด์ เชลซี ระบุ คนที่เป็นแบบอย่างในการเล่นของตนมีทั้ง อันเดรส อิเนียสต้า, ชาบี เอร์นานเดซ, เชส ฟาเบรกาส และ เซร์คิโอ บุสเก็ตส์ เผย ที่จริงตอนเด็กๆ ชอบตามดูการเล่นของ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ กับ ลิโอเนล เมสซี่ แต่พอโตขึ้นแล้วก็รู้ว่าสไตล์ของตนเหมาะกับการเป็นมิดฟิลด์มากกว่า

       บิลลี่ กิลมอร์ กองกลางดาวรุ่งของ เชลซี สโมสรยักษ์ใหญ่แห่งเวที พรีเมียร์ลีก อังกฤษ เปิดเผยว่าตนมี อันเดรส อิเนียสต้า, ชาบี เอร์นานเดซ, เชส ฟาเบรกาส และ เซร์คิโอ บุสเก็ตส์ เป็นแรงบันดาลใจและแบบอย่างในการเล่น

       กิลมอร์ เพิ่งได้เล่นกับทีมชุดใหญ่ของ เชลซี ในฤดูกาลนี้เป็นซีซั่นแรก โดยเกมประเดิมสนามของเขาคือการลงเป็นตัวสำรองในช่วง 6 นาทีสุดท้ายของเกมลีกที่ เชลซี เสมอกับ เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด 2-2 เมื่อช่วงเดือนสิงหาคม ปีก่อน แต่นัดที่สร้างชื่อให้กับเขาคือเกม เอฟเอ คัพ รอบ 5 ที่เจ้าตัวช่วยให้ต้นสังกัดคว้าชัยเหนือ ลิเวอร์พูล 2-0 เมื่อช่วงเดือนมีนาคมที่ผ่านมา

       กิลมอร์ เผยระหว่างที่ให้สัมภาษณ์กับ เจมี่ เร้ดแน็ปป์ อดีตแข้งคนดังที่ตอนนี้ทำงานให้กับ สกายสปอร์ตส์ สื่อกีฬาชื่อก้องของเมืองผู้ดีว่า "ตอนที่ผมยังเป็นเด็กตัวเล็กๆ น่ะ ผมมักจะชอบดู คริสเตียโน่ โรนัลโด้ กับ ลิโอเนล เมสซี่ เล่น เหมือนที่ทุกคนทำกันนั่นแหละ แต่พอผมเริ่มวิเคราะห์เกมการเล่นของตัวเอง และคิดเกี่ยวกับเนื่องที่ว่าผมอยากพัฒนาตัวเองให้เหมือนกับนักเตะแบบไหนแล้วเนี่ย ผมก็คิดว่าตัวเองเหมาะจะเล่นเป็นเหมือนกับ อันเดรส อิเนียสต้า, ชาบี, เชส ฟาเบรกาส มากกว่า ผมหันไปสนใจการเล่นของนักเตะเหล่านั้น"

       "สิ่งที่ผมสนใจคือวิธีการผ่านบอล, การรับบอลของพวกเขา ทุกอย่างที่พวกเขาทำได้มันเฉียบขาดมากๆ ผมยังสนใจการเล่นของ เซร์คิโอ บุสเก็ตส์ ด้วย เมื่อคุณดูเกมของ บาร์เซโลน่า และดูการเล่นของ บุสเก็ตส์ คุณก็จะเห็นว่าทุกอย่างมันเกิดขึ้นโดยที่มีเขาเป็นศูนย์กลาง คนเหล่านั้นเป็นนักเตะที่ผมยกให้เป็นแบบอย่างของตัวเอง ผมพยายามที่จะได้ครองบอลและทำบางอย่างให้ได้"

วันจันทร์ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2563

ฮาแลนด์ยก 2อดีตแข้งแมนยูเป็นไอดอลในสมัยเด็ก

เออร์ลิง เบราต์ ฮาแลนด์ ดาวยิง ดอร์ทมุนด์ ระบุ ในสมัยเด็กคนที่ตนยกให้เป็นไอดอลมากที่สุดคือ ซลาตัน อิบราฮิโมวิช กับ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ หลังจากซีซั่นนี้เจ้าตัวทำประตูได้เป็นกอบเป็นกำจนได้รับการจับตามองว่าอาจจะเป็นยอดดาวยิงในอนาคต

       เออร์ลิง เบราต์ ฮาแลนด์ กองหน้าดาวรุ่งของ โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ยอดสโมสรแห่งวงการ บุนเดสลีกา เยอรมัน กล่าวว่า ซลาตัน อิบราฮิโมวิช กับ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ถือเป็นไอดอลที่ตนชอบมากที่สุดในสมัยที่ยังเป็นเด็ก

       ฮาแลนด์ สร้างชื่อได้อย่างยอดเยี่ยมในฤดูกาลนี้ หลังจากทำไป 28 ประตู จากการลงเล่น 22 นัดของทุกรายการตอนอยู่กับ เร้ดบูลล์ ซัลซ์บวร์ก ในช่วงครึ่งฤดูกาลแรก ก่อนที่จะมาทำ 12 ประตูจากการลงสนามในทุกรายการ 11 นัดกับ โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ทั้งที่เพิ่งย้ายมาอยู่กับทีมในตลาดซื้อ-ขายนักเตะรอบ 2 ช่วงเดือนมกราคมที่ผ่านมา

       ดาวเตะวัย 19 ปีเผยว่า "ผมมีนักเตะหลายคนที่ผมยกให้เป็นไอดอลมากที่สุดในตอนที่ผมยังเป็นเด็ก ตั้งแต่ ซลาตัน ไปจนถึง โรนัลโด้ และไปจนถึงคนอื่นๆ ผมไม่สามารถเลือกนักเตะเพียงคนเดียวที่จะเป็นไอดอลของผมได้ ดังนั้นผมก็ขอตอบ 2 คนแล้วกัน นั่นคือ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ กับ ซลาตัน อิบราฮิโมวิช"

เฮนเดอร์สันเผยเหตุผลไม่ขอแลกเสื้อกับเมสซี่

จอร์แดน เฮนเดอร์สัน มิดฟิลด์ ลิเวอร์พูล ระบุ ตอนที่ดวลกับ บาร์เซโลน่า ในซีซั่นก่อน ตนไม่เคยคิดขอแลกชุดแข่งกับ ลิโอเนล เมสซี่ หลังจากที่ รอย คีน เคยสอนเอาไว้ว่ามันไม่เหมาะสม พร้อมเสริมว่าวันนั้น หลุยส์ ซัวเรซ แลกชุดแข่งกับตนเพื่อเป็นการแสดงถึงความเป็นมิตรที่ดีต่อกัน จากการที่ ซัวเรซ เคยเล่นให้กับ "หงส์แดง" มาก่อน

       จอร์แดน เฮนเดอร์สัน กองกลางกัปตันทีม ลิเวอร์พูล สโมสรยักษ์ใหญ่แห่งวงการ พรีเมียร์ลีก อังกฤษ กล่าวว่าตนไม่ออกปากขอแลกชุดแข่งกับ ลิโอเนล เมสซี่ ดาวยิง บาร์เซโลน่า เพราะ รอย คีน ตำนานมิดฟิลด์ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เคยสอนตนว่าการทำอย่างนั้นมันเหมือนกับว่าเป็นการยำเกรงคู่แข่ง

       เกม ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบรองชนะเลิศ นัดแรก ของฤดูกาล 2018-19 ที่ ลิเวอร์พูล ออกไปเยือน บาร์เซโลน่า นั้น ถือเป็นครั้งแรกที่ เฮนเดอร์สัน ได้ดวลกับ เมสซี่ ซึ่งถึงแม้วันนั้น "หงส์แดง" จะแพ้ไป 0-3 แต่ในนัดสองทีมของกุนซือ เจอร์เก้น คล็อปป์ เอาชนะอีกฝ่ายไปได้ 4-0 จนทำให้ได้เข้าสู่รอบชิงชนะเลิศจากการชนะด้วยสกอร์รวม 2 นัด 4-3 ก่อนที่จะได้แชมป์ไปครองในบั้นปลาย

       เฮนเดอร์สัน เผยว่า "ผมโดนเปลี่ยนลงสนามค่อนข้างเร็ว เพราะ นาบี เกอิต้า ได้รับบาดเจ็บ มันเป็นครั้งแรกที่ผมได้ดวลกับ ลิโอเนล เมสซี่ ในสนาม มันไม่ใช่ว่าคุณจะคิดกับตัวเองว่า -พระเจ้าช่วย นั่นเขาตัวเป็นๆ- แต่ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเขาเล่นได้ต่างกับที่คุณเคยดูเขาทางทีวี (หมายถึงการได้ดวลกับ เมสซี่ จริงๆ มันต่างจากตอนที่ดูทางโทรทัศน์) เขาเร็วมากๆ ขนาดตอนนี้พอมานั่งนึกย้อนถึงลูกฟรีคิกลูกนั้นแล้วเนี่ย ผมก็ยังไม่อยากเชื่อเลยว่าเขายิงเข้าไปได้ยังไง ตอนแรกผมนึกว่าเขาจะผ่านบอลสั้นๆ ไปให้คนอื่นซะอีก ผมเคยบอกกับพวกคุณว่าผมคิดว่า อาลี่ (หมายถึง อลีสซง เบ็คเกอร์) เป็นคนที่เก่งมากๆ แต่ เมสซี่ กลับยิงไปยังจุดเพียงจุดเดียวที่ อาลี่ ไม่มีทางเซฟไหว ได้อย่างยอดเยี่ยม เขาหวดเต็มแรง และบอลมันก็ทั้งพุ่งด้วยความเร็วสูงรวมถึงแม่นยำสุดๆ มันเป็นประตูที่สมบูรณ์แบบเลย"

      "ผมคิดที่จะขอแลกชุดแข่งกับเขารึเปล่าน่ะเหรอ ? ไม่เลย ผมไม่เคยมีความคิดแบบนั้นในหัว ตอนที่ผมอยู่กับ ซันเดอร์แลนด์ น่ะ รอย คีน เคยบอกกับผมว่าถ้าคุณเข้าไปขอแลกชุดแข่งกับใครก็ตาม มันก็จะทำให้ดูเหมือนว่าคุณยำเกรงพวกเขา"

       กองกลางชาวอังกฤษเสริมว่าในวันนั้นตนแลกชุดแข่งกับ หลุยส์ ซัวเรซ ดาวยิงชาวอุรุกวัย แต่ไม่ได้เป็นเพราะตนออกปากขอ เนื่องจาก ซัวเรซ ต้องการให้มันเป็นของที่ระลึกกับตน จากการที่เคยร่วมงานกันในถิ่น แอนฟิลด์ มาก่อน "สุดท้ายแล้ววันนั้นผมก็กลับบ้านพร้อมกับเสื้อของ หลุยส์ ซัวเรซ หลุยส เป็นคนที่ดี เขาให้ชุดแข่งกับผมเนื่องในฐานะที่เราเคยเล่นด้วยกันที่ ลิเวอร์พูล แต่ผมก็ไม่รู้หรอกนะว่าเขาเอาชุดแข่งของผมไปทำอะไรต่อจากนั้น!"

"แกรี่" เผยปัญหาตนกับเบ็คแฮมสมัยยังอยู่แมนยู

แกรี่ เนวิลล์ ระบุ สมัยที่ยังเล่นร่วมกับ เดวิด เบ็คแฮม ตนกับอีกฝ่ายมีปัญหาเรื่องการต้องนอนห้องเดียวกัน เพราะต่างฝ่ายต่างก็มีสไตล์แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง อาทิเช่น การที่ตัวเองนอนตั้งแต่ 3 ทุ่ม แต่ เบ็คแฮม ตื่นจนถึง 5 ทุ่ม เป็นต้น

       แกรี่ เนวิลล์ ตำนานแบ็กขวาของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด สโมสรดังของศึก พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ยอมรับว่าตนกับ เดวิด เบ็คแฮม อดีตเพื่อนร่วมทีมคนเก่ง มีปัญหากับการที่เคยต้องนอนห้องเดียวกัน เพราะไลฟ์สไตล์ของทั้งคู่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

       เนวิลล์ กับ เบ็คแฮม เคยประสานงานกันได้อย่างยอดเยี่ยมตรงกราบขวาทั้งตอนเล่นให้ แมนฯ ยูไนเต็ด และทีมชาติอังกฤษ ซึ่งในช่วงหนึ่ง "ปีศาจแดง" เคยใช้นโยบายที่จะให้นักเตะต้องนอนห้องเดียวกันเวลาไปเล่นเกมเยือน และ เนวิลล์ กับ เบ็คแฮม ก็ถูกจับให้นอนคู่กัน เพราะเดิมทีพวกเขาก็ดูเข้ากันได้ดีทั้งตอนอยู่ในสนามและนอกสนามอยู่แล้ว

       เนวิลล์ เผยว่า "ผมเคยต้องนอนห้องเดียวกับ เดวิด เบ็คแฮม เป็นเวลาราว 6 เดือน และมันก็มีการยกเลิกนโยบายที่จะให้นักเตะนอนด้วยกันเพราะทุกคนได้แยกกันไปนอนห้องของตัวเอง ผมคิดว่าพวกเขา (สตาฟฟ์โค้ช) คงคิดว่าเรื่องนี้มันไม่ส่งผลดี จากการที่นักเตะไม่สามารถอยู่ร่วมห้องกันได้ และแต่ละคนก็เข้านอนในเวลาที่แตกต่างกัน"

       "ผมบอกเลยว่าผมมีปัญหาใหญ่ๆ กับ เบ็คส์ ถึง 2 เรื่อง และเขาเองก็มีปัญหากับผมเหมือนกัน! ปกติแล้วผมเป็นพวกที่เข้านอนตอน 3 ทุ่ม และจะตื่นตอนตี 5 ส่วนเขาจะอยู่ยาวจนถึง 5 ทุ่ม และอยากตื่นตอน 8 โมงเช้า ดังนั้นหลักๆ แล้วเขาก็มักจะทำให้ผมเข้านอนช้าลงจาก 3 ทุ่มเป็น 5 ทุ่ม ขณะเดียวกันผมก็ไปลากให้เขาต้องตื่นเร็วขึ้นเป็นตี 5 อีก ดังนั้นมัน (การให้นักเตะนอนด้วยกัน) เลยไม่เหมาะ"

       "นอกจากนี้ เขายังเป็นพวกที่รักสะอาดสุดๆ ด้วย พอเขาเข้าห้องไปแล้วน่ะ เขาก็จะจัดแจงทุกอย่างให้เรียบร้อย, ตั้งรูปเอาไว้อย่างเป็นระเบียบ ทุกอย่างมันต้องสมบูรณ์แบบ เขาเป็นอย่างนั้นตั้งแต่ตอนที่อายุเพียง 18 ปีเท่านั้น ส่วนผมน่ะมักจะโยนของสะเปะสะปะตามที่ต่างๆ แบบไม่สนใจอะไรทั้งนั้น ดังนั้นมันจึงเห็นได้ว่าการให้นักเตะนอนด้วยกันมันไม่ส่งผลดีเลย"

       "ส่วนตัวแล้วผมเป็นพวกช่างพูด ผมชอบโต้เถียงกับคนอื่นอยู่บ่อยๆ ส่วนเขาน่ะต่างกับผมอย่างสิ้นเชิง เขามักจะฟังเพลงอยู่เงียบๆ, อยากให้บรรยากาศมันสงบ เขาอยากทำตัวผ่อนคลาย มันตรงกันข้ามกับตัวหมอย่างเห็นได้ชัด"

วันอาทิตย์ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2563

พี่ชายมั่นใจหลายสโมสรแย่ง "ชากิรี่"

เออร์ดิน ชากิรี่ พี่ชายของ เซอร์ดาน ชากิรี่ ปีกร่างตัน ลิเวอร์พูล ฟันธง จบซีซั่นนี้มีหลายสโมสรแย่งตัวน้องชายแน่นอน โอดฤดูกาลปัจจุบันเจ้าตัวโชคร้าย เจอปัญหาบาดเจ็บรุมเร้า

       เออร์ดิน ชากิรี่ พี่ชายและเอเจนต์ของ เซอร์ดาน ชากิรี่ ปีกจอมพลิ้ว ลิเวอร์พูล ยอดสโมสรลูกหนังในศึก พรีเมียร์ลีก อังกฤษ แสดงความมั่นใจว่า จะมีหลายสโมสรยื่นข้อเสนอเข้ามาขอซื้อนักเตะในความดูแลของตนไปเสริมทัพหลังจบฤดูกาลนี้

       ชากิรี่ ไม่สามารถก้าวขึ้นมาเป็นขุนพลตัวหลักของ "หงส์แดง" ได้เลย นับตั้งแต่ย้ายมาจาก สโต๊ค ซิตี้ เมื่อช่วงซัมเมอร์ปี 2018 แถมฤดูกาลนี้เจอปัญหาบาดเจ็บเล่นงาน จนเพิ่งได้ลงเล่นรวมทุกรายการแค่ 10 นัดเท่านั้น และทำได้ประตูเดียว

       "ผมคิดว่า ซัมเมอร์นี้จะมีหลายข้อเสนอเข้ามาถึง เซอร์ดาน ซึ่งจริงๆ แล้วเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา ก็มีข้อเสนอที่น่าสนใจจาก 2-3 สโมสร และผมก็เชื่อว่า สโมสรเหล่านี้ที่เคยมีข่าวในหลายๆ สื่อ จะหวนกลับมาทาบทามอีกครั้ง"

       "สถานการณ์ของ เซอร์ดาน ที่ ลิเวอร์พูล ตอนนี้มันไม่ง่ายเลย เพราะเขาเจ็บเล็กเจ็บน้อยตลอด และก็เจ็บนานกว่าที่คิดไว้ด้วย เจอร์เก้น คล็อปป์ (ผู้จัดการทีม ลิเวอร์พูล) มีการพูดคุยกับเขาแล้ว ถึงเรื่องการเตรียมความพร้อม ซึ่งเราก็ต้องรอดูกันไปก่อน"

       "ผมคิดว่า เซอร์ดาน สมควรได้รับอะไรที่มากกว่านี้ เขาโชคร้ายกับปํญหาบาดเจ็บ แต่เขาก็กลับมาได้ทุกครั้ง" พี่ชายของ สตาร์ทีมชาติสวิตเซอร์แลนด์วัย 28 ปี กล่าวกับ Kosovar TV 

       ทั้งนี้ เซบีย่า, อาแอส โรม่า และ ซีเอสเคเอ มอสโก เป็นสโมสรที่มีข่าวเกี่ยวโยงกับ ชากิรี่ ช่วงตลาดซื้อ-ขายนักเตะเมื่อเดือนมกราคม

"คีน" ชี้แมนยูยังห่างชั้นจาก ลิเวอร์พูล,ซิตี้

รอย คีน ตำนาน แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ฟันธง "ปีศาจแดง" ตอนนี้ยังต้องพัฒนาอีกเยอะ หากคิดจะขึ้นไปเทียบชั้น ลิเวอร์พูล กับ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ พร้อมเห็นต่างเรื่องสโมสรอยากเซ็นสัญญากับแข้งตัวรุกดาวดัง

       รอย คีน อดีตยอดกองกลางกัปตันทีม แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เชื่อว่า "ปีศาจแดง" เวลานี้ยังคงตามหลัง ลิเวอร์พูล และ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ อยู่มาก ถึงแม้ทำผลงานระยะหลังได้น่าประทับใจก็ตาม

       แมนฯ ยูไนเต็ด ไม่แพ้ใคร 11 นัดติดรวมทุกรายการ (ชนะ 8 เสมอ 3) ก่อนที่เกมการแข่งขันฟุตบอลจะถูกระงับยาวจนถึงทุกวันนี้ เพราะการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส "โควิด-19" แต่ถึงกระนั้น "คีโน่" มองว่า ทีมของกุนซือ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา ต้องดีขึ้นเรื่อยๆ อีก หากต้องการกลับมาทวงความยิ่งใหญ่

       "มันมีเรื่องที่ทำให้รู้สึกดีจากสองเกมหลังสุด มันทำให้เราคิดว่า พวกเขาจะยิ่งกว่านี้อีก หากได้ ปอล ป็อกบา และ มาร์คัส แรชฟอร์ด กลับมาฟิต แต่มันยังคงเหลือเส้นทางอีกยาวไกลสำหรับ ยูไนเต็ด"

       "พวกเขายังตามหลัง แมนเชสเตอร์ ซิตี้ และ ลิเวอร์พูล อีกมาก แต่ก็ถือว่าเป็นสัญญาณที่ดีขึ้นมาก เมื่อเทียบกับตอน 6-12 เดือนที่แล้ว เพราะพวกนักเตะที่ถูกเซ็นเข้ามาใหม่เริ่มตั้งหลักได้ และเล่นเข้าขากันมากขึ้น" ตำนานชาวไอริชวัย 48 ปี ซึ่งคว้าแชมป์ พรีเมียร์ลีก 7 สมัย กับ แมนฯ ยูไนเต็ด กล่าวในรายการ The Football Show ของ สกาย สปอร์ตส์

       เวลานี้ แมนฯ ยูไนเต็ด มีข่าวเกี่ยวโยงกับนักเตะเกมรุกชื่อดังอย่าง เจดอน ซานโช (โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์), แจ็ค กรีลิช (แอสตัน วิลล่า) และ เจมส์ แมดดิสัน (เลสเตอร์ ซิตี้) แต่ คีน ชี้ว่า "ปีศาจแดง" ควรเสริมความแข็งแกร่งให้แนวรับก่อน 

       "หลายๆ คนมักจะพูดกันว่า สโมสรใหญ่จำเป็นต้องเสริมผู้เล่นเกมรุก แต่ผมยังมองว่า ยูไนเต็ด ต้องการผู้เล่นกองหลังอีกคนหรือสองคน ผมยังไม่มั่นใจคู่เซนเตอร์แบ็ก (แฮร์รี่ แม็กไกวร์ กับ วิคตอร์ ลินเดอเลิฟ) พวกเขาจำเป็นต้องมีเซนเตอร์แบ็กเพิ่มอีกคน ผมยังไม่ไว้ใจ ลุค ชอว์ ขนาดเด็กอย่าง แบรนดอน วิลเลี่ยมส์ ยังทำได้ดี (ในตำแหน่งแบ็กซ้าย) ทั้งที่เป็นผู้เล่นถนัดเท้าขวา" คีน ระบุ

"เอลเลียตต์" รับอยากเป็นตำนานหงส์เหมือนเจอร์ราร์ด

ฮาร์วี่ย์ เอลเลียตต์ ดาวรุ่งของ"หงส์แดง" ลิเวอร์พูล เผยว่าตัวเองมีความพยายามที่จะเป็นตำนานของสโมสรให้เหมือนกับ สตีเว่น เจอร์ราร์ด พร้อมระบุมี โมฮาเหม็ด ซาลาห์ เป็นไอดอล

       เจอร์เก้น คล็อปป์ ผู้จัดการทีม ลิเวอร์พูล คว้าตัว ฮาร์วี่ย์ เอลเลียตต์ จากฟูแล่ม ตั้งแต่ที่ตัวนักเตะอายุแค่ 16 ปี และทำสถิติเป็นผู้เล่นที่อายุน้อยที่สุดของสโมสรที่ลงเล่นในทีมชุดใหญ่

       ดาวรุ่งวัย 17 ปี เผยผ่านเว็บไซต์ทางการของ ลิเวอร์พูล ว่าจะพยายามอย่างหนักเพื่อให้ได้เป็นตำนานของทีมเหมือนกับ สตีเว่น เจอร์ราร์ อดีตยอดกัปตันทีม "ผมมุ่งมั่นจะเป็นเหมือน สตีเว่น เจอร์ราร์ด กับการเป็นตำนานที่ยิ่งใหญ่ให้ได้เหมือนเขา"

       "สำหรับผม มันคือสิ่งที่ผมอยากจะมุ่งมั่นและผมอยากจะช่วยสโมสรในทุกๆ ทางที่เป็นไปได้เพื่อประสบความสำเร็จสิ่งเหล่านั้น"

       นอกจากนี้ เอลเลียตต์ ที่ได้ประเดิมสนามบนเวทีพรีเมียร์ลีก ในเกมเจอกับ เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด ตอนที่ถูกเปลี่ยนตัวลงไปแทน โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า ดาวยิงทีมชาติอียิปต์ มีส่วนสำคัญยิ่งต่อการพัฒนาของตัวเอง "การดูเขาที่มีตำแหน่งเดียวกับผมแล้วล่ะก็ ผมน่ะยกให้เขาเป็นไอดอลเลย ทั้งการได้ร่วมซ้อมกับเขา ผมเรียนอะไรหลายอย่างจากเขามากๆ "

       "แม้แต่ตอนอยู่ในยิมก็ตาม เขาบอกผมให้เล่นน้ำหนักเพิ่ม เขาบอกผมให้ฝืนตัวเองขึ้นอีก ดังนั้นการมีเขาอยู่ในทีมและอยู่ท่ามกลางบรรดานักเตะดาวรุ่ง เขาถือว่ามีอิทธิพลเอามากๆ มันเป็นเหมือนฝันที่เป็นจริงเลยล่ะ"ฮาร์วี่ย์ เอลเลียตต์ ดาวรุ่งของ"หงส์แดง" ลิเวอร์พูล เผยว่าตัวเองมีความพยายามที่จะเป็นตำนานของสโมสรให้เหมือนกับ สตีเว่น เจอร์ราร์ด พร้อมระบุมี โมฮาเหม็ด ซาลาห์ เป็นไอดอล

วันเสาร์ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2563

เดอบรอยน์เผยจะโหวตให้ใครซิวแข้งยอดเยี่ยมพีเอฟเอ

เควิน เดอ บรอยน์ มิดฟิลด์ แมนฯ ซิตี้ ระบุ ถ้ามันมีการเลือกแข้งยอดเยี่ยมของ พีเอฟเอ กันตามปกติ ตนก็จะเลือกโหวตให้ ซาดิโอ มาเน่ ชี้ ซีซั่นนี้ มาเน่ เป็นทุกอย่างให้กับ "หงส์แดง" เลย
       เควิน เดอ บรอยน์ กองกลางคนเก่งของ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ สโมสรดังแห่งเวที พรีเมียร์ลีก อังกฤษ กล่าวว่าตนจะเลือกโหวตให้ ซาดิโอ มาเน่ ยอดปีกของ ลิเวอร์พูล ได้รางวัลนักเตะยอดเยี่ยมของสมาคมนักฟุตบอลอาชีพอังกฤษ (พีเอฟเอ) ในฤดูกาลนี้ไปครอง ถ้ามันมีการเปิดให้โหวตกันตาามปกติ

       ก่อนหน้าที่ศึก พรีเมียร์ลีก ซีซั่นนี้จะโดนสั่งพักการแข่งขันนั้น เดอ บรอยน์, มาเน่ และ จอร์แดน เฮนเดอร์สัน กองกลางกัปตันทีม ลิเวอร์พูล ถูกยกให้เป็นตัวเต็งลำดับต้นๆ ที่จะได้รางวัลแข้งยอดเยี่ยมของ พีเอฟเอ ไปเชยชม หลังจากทั้งหมดต่างก็ทำผลงานได้โดดเด่นสุดๆ แต่สุดท้ายการมอบรางวัลประจำฤดูกาล 2019-20 ก็ไม่สามารถจัดตามปกติได้เพราะปัญหาการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19

       หลังจากโดน บีที สปอร์ต สื่อกีฬาของเมืองผู้ดีถามว่าเขาจะเลือกใครเป็นแข้งยอดเยี่ยม พีเอฟเอ นั้น เดอ บรอยน์ ก็ตอบว่า "ผมคงจะเลือก มาเน่ ผมคิดว่าฤดูกาลนี้เขาเป็นทุกอย่างให้กับ ลิเวอร์พูล เลย เขามีความสำคัญกับทีมมากๆ ดังนั้นถ้าผมต้องเลือกใครสักคนแล้วล่ะก็ ผมก็คงจะเลือก มาเน่ นี่แหละ"

เอฟเวอร์ตันยอมตามใจบาร์เซโลน่าหวังซิวคูตินโญ่

สปอร์ต สื่อชื่อก้องของแคว้นกาตาลุนย่า ระบุ เอฟเวอร์ตัน พร้อมทำตามความต้องการต่างๆ ของ บาร์เซโลน่า เพื่อแลกกับการที่จะได้ ฟิลิปเป้ คูตินโญ่ ไปร่วมทัพ โดยหนึ่งในนั้นคือเรื่องจ่ายค่าตัวของเขาที่ 75 ล้านยูโร

       เอฟเวอร์ตัน สโมสรในศึก พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ให้ความสนใจที่จะคว้าตัว ฟิลิปเป้ คูตินโญ่ มิดฟิลด์ บาร์เซโลน่า ไปร่วมทัพ และพร้อมทำตามเงื่อนไขทุกอย่างที่ "อาซูลกราน่า" ต้องการ ตามรายงานของ สปอร์ต สื่อกีฬาชื่อดังของแคว้นกาตาลุนย่า

       อนาคตของ คูตินโญ่ ตกเป็นประเด็นร้อนตลอดช่วงที่ผ่านมา หลังจากที่เขาไปได้ไม่สวยกับ บาร์เซโลน่า และแม้ว่าซีซั่นนี้จะย้ายไปเล่นให้ บาเยิร์น มิวนิค แบบสัญญายืมตัว แต่ทัพ "เสือใต้" ก็มีแนวโน้มว่าจะไม่ซื้อขาดเขา หรือใช้อ็อปชั่นขยายสัญญายืมตัวเขาเหมือนกัน

       ที่จริงแล้วตลอดช่วงที่ผ่านมา เชลซี ถือเป็นทีมที่มีข่าวกับ คูตินโญ่ มากที่สุด จนดูแล้วมีแววว่าจะได้แข้งชาวบราซิเลียนไปร่วมทัพ แต่ล่าสุด สปอร์ต เผยว่า เอฟเวอร์ตัน ก็แอบเหล่ คูตินโญ่ อยู่เช่นกัน และพร้อมที่จะทำตามที่ บาร์เซโลน่า ต้องการ อย่างเช่นเรื่องที่อาจจะเป็นสัญญายืมตัวก่อนพร้อมกับมีอ็อปชั่นที่ "ทอฟฟี่สีน้ำเงิน" ต้องซื้อขาด คูตินโญ่ และเรื่องที่ เอฟเวอร์ตัน จะยอมจ่ายค่าตัวในภายหลังที่ 75 ล้านยูโร (ประมาณ 2,625 ล้านบาท) เป็นต้น โดยที่จริงตอนแรก บาร์เซโลน่า อยากขาย คูตินโญ่ ให้ได้ในราคาที่ 90 ล้านยูโร (ประมาณ 3,150 ล้านบาท) แต่ก็ยอมรับว่ามันคงเป็นไปได้ยากเมื่อพิจารณาถึงสถานการณ์ต่างๆ และยอมลดราคามาเหลือ 75 ล้านยูโร

       ทั้งนี้ เอฟเวอร์ตัน กับ บาร์เซโลน่า มีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน หลังจากพวกเขาทำธุรกิจด้วยกันอยู่บ้างในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา อย่างเช่นการที่ บาร์เซโลน่า ปล่อย ลูก้าส์ ดีญ, อันเดร โกเมส และ เยร์รี่ มีน่า ให้กับอีกฝ่าย เป็นต้น

เผย1ทีมยักษ์ใหญ่ล้มแผนล่าฮาแลนด์ซัมเมอร์นี้แล้ว

มุนโด้ เดปอร์ติโบ สื่อของแคว้นกาตาลุนย่า ระบุ ตอนนี้ เรอัล มาดริด ล้มเลิกความตั้งใจที่จะล่า เออร์ลิง เบราต์ ฮาแลนด์ ในช่วงซัมเมอร์นี้เรียบร้อย โดยสาเหตุเป็นเพราะไม่อยากเสียค่านายหน้าก้อนโต

       เรอัล มาดริด สโมสรยักษ์ใหญ่แห่งเวที ลา ลีกา สเปน ระงับแผนการล่าตัว เออร์ลิง เบราต์ ฮาแลนด์ กองหน้าดาวรุ่งของ โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ มาร่วมทัพหลังจบฤดูกาลนี้แล้ว ตามรายงานของ มุนโด้ เดปอร์ติโบ สื่อกีฬาชื่อดังของแคว้นกาตาลุนย่า

       หลังจากทำไป 28 ประตู จากการลงเล่น 22 นัดในทุกรายการกับ เร้ดบูลล์ ซัลซ์บวร์ก ในช่วงครึ่งแรกของฤดูกาลนี้ ฮาแลนด์ ก็ย้ายมาอยู่กับ ดอร์ทมุนด์ ในช่วงเดือนมกราคมที่ผ่านมา ด้วยค่าตัวราว 20 ล้านยูโร (ประมาณ 700 ล้านบาท) ซึ่งเขาก็ยังโชว์ฟอร์มได้สุดยอดด้วยการทำได้ 12 ประตูู จากการลงเล่นในทุกรายการ 11 เกม และทำให้เจ้าตัวตกเป็นข่าวย้ายทีมกับหลายสโมสรยักษ์ใหญ่ อย่างเช่น มาดริด และ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เป็นต้น

       ทั้งนี้ สาเหตุที่ มาดริด ระงับแผนการล่าตัว ฮาแลนด์ เอาไว้นั้น เป็นเพราะไม่ต้องการเสียค่านายหน้าก้อนโตให้กับทั้ง มิโน่ ไรโอล่า เอเยนต์ของเขา และ อัล์ฟ-อิงเก้ ฮาแลนด์ บิดาของแข้งชาวนอร์เวย์ ซึ่งที่จริงประเด็นค่านายหน้านี้ก็เคยทำให้ทีมใหญ่อย่าง บาร์เซโลน่า และ แมนฯ ยูไนเต็ด ล้มแผนในการดึง ฮาแลนด์ มาร่วมทัพในตลาดเสริมทัพช่วงหน้าหนาวมาก่อนเหมือนกัน

วันศุกร์ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2563

ไลป์ซิกพร้อมปล่อย "แวร์เนอร์" หากได้ค่าฉีกสัญญา

สื่อผู้ดีตีข่าว แอร์เบ ไลป์ซิก ยินดีไม่มีปัญหาที่จะปล่อย ติโม แวร์เนอร์ หัวหอกฟอร์มฮอต ไปเล่นกับ ลิเวอร์พูล หากพร้อมจ่ายเงินจำนวน 52 ล้านปอนด์เป็นค่าฉีกสัญญาก่อนที่จะหมดในช่วงกลายเดือนมิถุนายนนี้ แต่งานนี้ "เดอะ เร้ดส์" ไม่สนใจเพราะจะรอจนกระทั่งค่าฉีกสัญญาหมด

        แอร์เบ ไลป์ซิก สโมสรในศึกบุนเดสลีกา เยอรมนี พร้อมที่จะขาย ติโม แวร์เนอร์ กองหน้าตัวเก่ง ให้กับ ลิเวอร์พูล ถ้าหากทัพ "หงส์แดง" กล้าควักกระเป๋าค่าฉีกสัญญาจำนวน 52 ล้านปอนด์ (ราว1,976 ล้านบาท) จากการรายงานของสกายสปอร์ตส์ สื่อดังในอังกฤษ

       แวร์เนอร์ ซึ่งมีค่าฉีกสัญญาสอดแทรกตอนที่เขาขยายสัญญาฉบับใหม่กับต้นสังกัดจนถึงปี 2023 เมื่อช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมา เคยออกมายอมรับว่ารู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้รับความสนใจจากทีมของกุนซือเจอร์เก้น คล็อปป์

       อย่างไรก็ตาม ลิเวอร์พูล ไม่สนใจที่จะทุ่มเงินจำนวนดังกล่าวเพื่อคว้าตัว แวร์เนอร์ เพราะรู้ว่าค่าฉีกสัญญาของนักเตะซึ่งแต่เดิมจะหมดลงในเดือนเมษายน แต่ต้องขยายออกเนื่องจากปัญหาเชื้อไวรัสโควิด-19 ระบาย จะหมดลงในวันที่ 15 มิถุนายนนี้

       ทั้ง หัวหอกทีมชาติเยอรมนี เกือบจะได้ย้ายไปเป็นสมาชิกทัพ "เสือใต้" บาเยิร์น มิวนิค เมื่อซัมเมอร์ด้วยค่าตัวแค่ 35 ล้านปอนด์ (ราว 1,330 ล้านบาท) และยักษ์ใหญ่แห่งลีกเมืองเบียร์ ยังคงสนใจจะเซ็นสัญญากับเขาอยู่เสมอ

แมนยูตั้งค่าหัว "ดาโลต์" สุดโหด

งานนี้ ปารีส แซงต์-แชร์กแมง อาจจะต้องคิดหนัก เมื่อแข้งเป้าหมายอย่าง ดีโอโก้ ดาโลต์ ฟูลแบ็กสำรอง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ถูกตั้่งค่าหัวไว้สูงถึง 1,400 ล้านบาท

       แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด สโมสรยักษ์ใหญ่แห่งเวที พรีเมียร์ลีก อังกฤษ พร้อมพิจารณาขาย ดีโอโก้ ดาโลต์ ฟูลแบ็กดาวรุ่งชาวโปรตุกีส ในราคาที่ไม่ต่ำกว่า 35 ล้านปอนด์ (ประมาณ 1,400 ล้านบาท) ถึงแม้ตัวนักเตะยังไม่ได้ลงเล่นอย่างต่อเรื่องก็ตาม ตามรายงานจาก โอ โชโก้ สื่อแดนฝอยทอง เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 23 เมษายน ที่ผ่านมา

       ดาโลต์ ย้ายจาก ปอร์โต้ มาค้าแข้งในถิ่น โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด เมื่อปี 2018 แต่เพิ่งได้ลงเล่นรวมทุกรายการเพียง 33 นัดเท่านั้น เพราะต้องเป็นตัวสำรองให้กับ อารอน วาน-บิสซาก้า แบ็กขวาจอมแกร่ง ขณะที่ฝั่งแบ็กซ้าย ลุค ชอว์ ก็ยึดตำแหน่งตัวจริงอย่างเหนียวแน่น

       ด้วยเหตุดังกล่าวทำให้ "ปีศาจแดง" พร้อมพิจารณาขาย ดาโลต์ หลังจบฤดูกาลนี้ โดยที่เชื่อกันว่า ปารีส แซงต์-แชร์กแมง ยอดสโมสรลูกหนังในศึก ลีก เอิง ฝรั่งเศส กำลังจับตาดูสถานการณ์ของ ดาวเตะวัย 21 ปี อย่างใกล้ชิด

       ล่าสุด โอ โชโก้ ระบุว่า แมนฯ ยูไนเต็ด ได้แจ้งกับทุกสโมสรที่อยากได้ตัว ดาโลต์ เรียบร้อย โดยยืนกรานว่า พร้อมขายในราคาระดับ 35 ล้านปอนด์ เท่านั้น ทั้งนี้ แมนฯ ยูไนเต็ด ซื้อ ดาโลต์ จาก ปอร์โต้ ที่ราคา 19 ล้านปอนด์ (ประมาณ 760 ล้านบาท)

ลิเวอร์พูลส่อแววได้ "วิลเลี่ยน" ร่วมก๊วน

มาแรงแซงทางโค้ง... "หงส์แดง" ลิเวอร์พูล ขึ้นแท่นเป็นทีมเต็งที่จะได้ตัว วิลเลี่ยน ปีกจอมพลิ้ว เชลซี มาร่วมก๊วนแบบฟรีๆ หลังจบซีซั่นนี้ หลังจากที่ทั้งสองฝ่ายเริ่มเปิดโต๊ะเจรจากันแล้ว

       วิลเลี่ยน ปีกชาวบราซิเลียนของ เชลซี สโมสรยักษ์ใหญ่แห่งเวที พรีเมียร์ลีก อังกฤษ กำลังอยู่ในช่วงเจรจากับ ลิเวอร์พูล สโมสรคู่แข่งร่วมลีก เกี่ยวกับเรื่องการย้ายไปค้าแข้งในถิ่น แอนฟิลด์ แบบไร้ค่าตัวหลังจบฤดูกาลนี้ ตามรายงานจาก สปอร์ต สื่อกีฬาชื่อดังของสเปน เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 23 เมษายน ที่ผ่านมา

       ดาวเตะทีมชาติบราซิลวัย 31 ปี กำลังจะหมดสัญญากับ "สิงห์บลูส์" หลังจบฤดูกาลนี้ และทั้งสองฝ่ายไม่สามารถตกลงเรื่องสัญญาฉบับใหม่ได้ ทำให้เจ้าตัวสามารถย้ายทีมได้แบบฟรีๆ ซึ่งก่อนหน้าเจ้าตัวมีข่าวเกี่ยวโยงกับ บาร์เซโลน่า มาตลอด รวมถึง อาร์เซน่อล และ ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์

       อย่างไรก็ตาม ล่าสุด สปอร์ต ระบุว่า "หงส์แดง" กลายเป็นทีมเต็งที่จะได้ตัว วิลเลี่ยน เพราะเริ่มมีการเปิดโต๊ะเจรจากันแล้ว หลังจากที่ทีมแชมป์ยุโรป 6 สมัย ได้ยื่นข้อเสนออันน่าดึงดูดใจให้กับตัวนักเตะพิจารณา

       ทั้งนี้ วิลเลี่ยน ซึ่งย้ายมาจาก อันจิ มาคัชคาล่า เมื่อช่วงซัมเมอร์ปี 2013 ลงเล่นให้ เชลซี ไปแล้วทั้งสิ้น 329 นัด ทำได้ 59 ประตู

วันพุธที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2563

เอเจนต์แย้ม "จอร์จินโญ่" พร้อมขยายสัญญาเชลซี

ชูเอา ซานโตส นายหน้าของ จอร์จินโญ่ ห้องเครื่อง เชลซี แย้มมีแววสูงที่ตัวนักเตะจะขยายสัญญากับ "สิงห์บลูส์" พร้อมตอบแบบชัดๆ เกี่ยวกับข่าวที่ ยูเวนตุส อยากได้ตัวนักเตะในคอนโทรล

       ชูเอา ซานโตส เอเจนต์ของ จอร์จินโญ่ กองกลางคนสำคัญ เชลซี สโมสรยักษ์ใหญ่แห่งเวที พรีเมียร์ลีก อังกฤษ เผยว่า มีความเป็นไปได้สูงที่ตัวนักเตะจะต่อสัญญากับต้นสังกัดออกไปจนถึงปี 2024

       ช่วงที่ผ่านมามีกระแสข่าวว่า ยูเวนตุส มีความสนใจที่จะเซ็นสัญญาคว้าตัว จอร์จินโญ่ หลังจบฤดูกาลนี้ เนื่องจากกุนซือ เมาริซิโอ ซาร์รี่ อยากที่จะได้ร่วมงานกับ ดาวเตะวัย 28 ปี อีกครั้ง ทว่าล่าสุด ซานโตส คอนเฟิร์มแล้ว ยังไม่มีการติดต่อใดๆ จากทางฝั่ง "ม้าลาย" แถมตัวนักเตะส่อแววขยายสัญญากับต้นสังกัดออกไปอีก 1 ปีด้วย

       "ผมได้อ่านข่าวนี้แล้ว แต่ผมไม่เคยมีการติดต่อกับพวกเขาเลย ไม่ว่าจะเป็นทั้งจาก ซาร์รี่ หรือ ฟาบิโอ ปาราติชี่ (ผอ.กีฬา ยูเวนตุส) พวกเขาไม่เคยโทรศัพย์มาสอบถามรายละเอียดกับผมเลย ตัวนักเตะยังคงมีความสุขดีที่ ลอนดอน ซึ่งเขากำลังพิสูจน์คุณค่าตัวเอง และยังเหลือสัญญากับที่นั่นถึงสามปี"

       "ความจริงคือ เดือนกรกฎาคมนี้ มันมีความเป็นไปได้ที่เราจะนั่งคุยถึงเรื่องขยายสัญญาอีกปีกับ เชลซี ผมไม่รู้หรอกว่า ยูเวนตุส มีกลยุทธ์การเสริมทัพแบบไหน แต่ที่ว่านั่นแหละ คือแผนการของเราสำหรับอนาคต" ซานโตส กล่าวกับ Calciomercato.it. ทั้งนี้ จอร์จินโญ่ ซึ่งย้ายมาจาก นาโปลี ช่วงซัมเมอร์ปี 2018 ลงเล่นให้ เชลซี ไปแล้วทั้งสิ้น 91 นัด ทำได้ 9 ประตู

เพอร์ซี่ย้อนความหลังฟานกัลพูดสุดโหดกับตนก่อนลาแมนยู

โรบิน ฟาน เพอร์ซี่ ระบุ หลุยส์ ฟาน กัล เคยพูดแบบรุนแรงและตรงไปตรงมาในตอนที่บอกว่าตนหมดอนาคตกับ แมนฯ ยูไนเต็ด แล้ว พร้อมรับ มันส่งผลกับอาชีพการเล่นของตนด้วย

      โรบิน ฟาน เพอร์ซี่ อดีตยอดหัวหอกชาวดัตช์ เปิดเผยว่า หลุยส์ ฟาน กัล เคยพูดให้ตนย้ายออกจากทีมแบบไร้ความปรานีสุดๆ ในช่วงที่ทั้งคู่อยู่กับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ทีมดังของศึก พรีเมียร์ลีก อังกฤษ

       ฟาน เพอร์ซี่ กับ ฟาน กัล ได้มาร่วมงานกันในถิ่น โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ในฤดูกาล 2014-15 แต่พวกเขาก็ทำงานด้วยกันแค่ซีซั่นเดียวเท่านั้น เพราะในช่วงซัมเมอร์ของปี 2015 ฟาน เพอร์ซี่ โดนขายให้กับ เฟเนร์บาห์เช่

       อดีตหัวหอกวัย 36 ปี เผยว่า "ตอนนั้นผมได้คุยกับ ฟาน กัล และเขาก็บอกว่าผม -โอเค โรบิน เราต้องแยกทางกันแล้วว่ะ ฉันเป็นโค้ช ส่วนแกเป็นนักเตะ แกต้องย้ายออกไปแล้ว มันหมดเวลาของแกแล้ว- ตอนนั้นผมก็ตอบไปประมาณว่า -งั้นเหรอ แต่ผมยังมีสัญญาอยู่นี่ ?- และเขาก็ตอบกลับมาว่า -ฉันไม่แคร์ว่ะ-"

       "เขาไร้ความปรานีอย่างมาก ในช่วงท้ายๆ ที่อยู่กับทีมน่ะผมเองก็คิดอยู่เหมือนกันว่าจะเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น แต่ผมไม่เคยคิดว่ามันจะถึงขั้นโหดเหี้ยมอำมหิตแบบนี้ และยังมีประเด็นเรื่องวิธีการพูดของเขาอีก พอคุณได้ยินอะไรแบบนั้นมันก็มีหลายอย่างเกิดขึ้นในใจของคุณ"

       "ตอนนั้นผมยังมีสัญญาอยู่กับทีม ครอบครัวของผมเองก็ยังมีความสุขดี ผมเล่นในอังกฤษเป็นปีที่ 11 เราชื่นชอบการใช้ชีวิตในประเทศอังกฤษกันมากๆ ยังมีอะไรอีกนะ ? อ้อ ลูกๆ ของผมเองก็ต้องไปโรงเรียน พวกเขามีเพื่อนแล้ว และยังมีเรื่องอื่นๆ อีก ดังนั้นในช่วงเสี้ยววินาทีนั้นคุณก็คิดถึงหลายอย่าง แล้วคุณจะตอบสนองกับคำพูดนั้นยังไง ?"

      "ในช่วงนั้นผมตอบเขาไปว่า -เราจะมาดูกันว่ามันจะเกิดอะไรขึ้น นั่นเป็นความคิดเห็นของคุณ แต่ผมยังมีสัญญาอยู่กับทีม และผมก็มีความสุขดีกับที่อังกฤษและที่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ดังนั้นเราจะมาดูกันว่ามันจะเกิดอะไรขึ้น- จากนั้นผมก็ยืนขึ้น, จับมือกับเขา แล้วเดินจากไปเลย"

      "ระหว่างทางกลับบ้านผมก็คิดว่า -โอเค นี่มันเลวร้ายมากๆ หลังจากนี้เราจะตอบสนองกับคำพูดแบบนั้นยังไงดี ?- มันเป็นคำพูดที่ไร้ความปรานี, รุนแรง และตรงไปตรงมา หลายอย่างมันพุ่งเข้ามาในหัวผม และเราก็เริ่มเก็บตัวช่วงปรี-ซีซั่นกัน ตอนนั้นผมไม่ได้รับอนุญาตให้ลงเล่นในเกมแบบที่ดวลกัน 11 คนต่อ 11 คนเลย มีคนเอาบอลมาให้ผม แล้วบอกให้ผมซ้อมด้วยตัวเองซะ"

     "คุณพยายามที่จะทำใจเย็น, ทำใจนิ่งๆ แต่มีเรื่องเกิดขึ้นเยอะมาก เหมือนกับว่าคุณกำลังเล่นไพ่อยู่ คุณคิดว่า- มันไม่ส่งผลกับฉันหรอก- แต่จริงๆ แล้วมันส่งผลอย่างมาก มันส่งผลทั้งกับผม, ครอบครัวของผม และอาชีพการเล่นของผม ผมพยายามที่จะใจเย็นๆ ที่จริงตอนนั้นมันอาจจะดีก็ได้ถ้าผมได้คุยกับคนอื่นๆ บ้าง แต่ผมก็ดื้อเกินไปจนไม่ได้ทำอย่างนั้น ตอนนี้พอผมมองย้อนกลับไปแล้วน่ะมันก็มีถึง 2 ช่วงในอาชีพการเล่นของผมที่ผมควรจะทำอย่างนั้น"

2 แข้งซามูไรส่อตกงานหลังต้นสังกัดในลีกเบลเยี่ยมล้มละลาย

จุน อามาโนะ อดีตกัปตันทีม โยโกฮาม่า เอฟ มารินอส รวมถึง ยูตะ โกอิเกะ 2 แข้งจากญี่ปุ่น อาจถึงขั้นตกงานเมื่อต้นสังกัด โลเคอเรน ในลีกดิวิชั่น 2 ประเทศเบลเยี่ยม กถูกธนาคารฟ้องล้มละลาย จากปัญหาการเงินของสโมสร

       หลังจากศาลแห่งเดนเดอร์มองก์ประเทศฝรั่งเศส พิพากษาให้สโมสรสปอร์ติ้ง โลเคอเรน ทีมจากดิวิชั่น 2 ประเทศเบลเยี่ยม อยู่ในสถานะล้มละลาย โดยที่ หลุยส์ เดอ ฟรีส์ ประธานสโมสร ยอมรับคำตัดสิน เนื่องจากถูกธนาคารฟ้องล้มละลาย 

       จากปัญหาการเงินของสโมสร รวมถึงไม่สามารถหาสปอร์เซอร์เข้ามาสู่ทีมเพื่ออุ้มทีมได้ทันเวลาในช่วงปัญหาไวรัสโควิด-19 ที่สร้างความเสียหายเป็นวงกว้างในทุกวงการรวมถึงฟุตบอลด้วย

       โดยจากการล้มละลายของสโมสรสปอร์ติ้ง โลเคอเรน ส่งผลให้ จุน อามาโนะ อดีตกัปตันทีม โยโกฮาม่า เอฟ มารินอส รวมถึง ยูตะ โกอิเกะ ฟูลแบ็กดาวรุ่งจาก คาชิม่า แอนท์เลอร์ส ที่ร่วมทัพอยู่กับสโมสรดังกล่าว อาจจะงานเข้าต้องตกงาน แม้ว่าจะมีกลุ่มนักลงทุน ยังคงวางแผนพลิกฟื้น โลเคอเรน กลับมาโดยอาจควบรวมกับสโมสรในลีกสมัครเล่นในอนาคต

วันอังคารที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2563

แมนยูล้มแผนล่า "เคน" ซัมเมอร์นี้ ค่อยว่ากันใหม่นะ!

"ปีศาจแดง" แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ยอมแพ้แล้วกับการล่าตัว แฮร์รี่ เคน ดาวยิง ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ หลังจบซีซั่นนี้ เพราะเจอพิษ "โควิด-19" เล่นงาน

       แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด สโมสรยักษ์ใหญ่แห่งเวที พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ยอมรับแล้วว่า พวกเขาไม่มีกำลังเงินมากพอที่จะเซ็นสัญญาคว้าตัว แฮร์รี่ เคน ยอดกองหน้า ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ สโมสรคู่แข่งร่วมลีก มาเสริมทัพหลังจบฤดูกาลนี้ ตามรายงานจาก เดลี่ เมล สื่อชั้นนำเมืองผู้ดี เมื่อวันจันทร์ที่ 20 เมษายน ที่ผ่านมา

       "ปีศาจแดง" ได้เล็ง เคน เป็นแข้งเป้าหมายหลักสำหรับการเสริมทัพหลังจบซีซั่นนี้ ขณะที่ "ไก่เดือยทอง" ยืนยันที่จะปล่อยตัวนักเตะที่ราคาสถิติโลก 200 ล้านปอนด์ (ประมาณ 8,200 ล้านบาท) เท่านั้น และล่าสุด เดลี่ เมล ระบุว่า "ปีศาจแดง" ได้ระงับแผนการดังกล่าวเรียบร้อย หลังสโมสรประสบปัญหาด้านการเงิน เพราะได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส "โควิด-19"

       จากวิกฤติดังกล่าวทำให้แต่สโมสรจำเป็นต้องจับจ่ายอย่างมีสติในช่วงตลาดนักเตะรอบหน้า ซึ่งนั่นทำให้ แมนฯ ยูไนเต็ด ชะลอการล่าตัว เคน และอาจจะรวมถึง เจดอน ซานโช ปีกดาวรุ่งคนเก่ง โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ออกไปเป็นช่วงปีหน้า

        ทั้งนี้ อลัน เชียเรอร์ ตำนานหัวหอกทีมชาติอังกฤษ เพิ่งออกมาแนะนำ แมนฯ ยูไนเต็ด ว่า จำเป็นต้องเซ็นสัญญากับนักเตะฝีเท้าดีอย่าง เคน, ชานโช และ แจ็ค กรีลิช มิดฟิลด์ดาวเด่น แอสตัน วิลล่า หากต้องการกลับมาลุ้นแชมป์ พรีเมียร์ลีก ฤดูกาลหน้า

เกมลูกหนังบนดินแดนยอดเขา

แฟนกีฬาชาวไทยน้อยคนนัก ที่จะรู้จักกับการแข่งขันฟุตบอลบนเทือกเขาแอลป์ ในรายการที่มีชื่อว่า “Bergdorf-Em” ในภาษาเยอรมัน หรือ “Mountain Village European Championship” ในภาษาอังกฤษ ซึ่งถ้าแปลเป็นไทยก็คือ ศึกลูกหนังชาวเขาชิงแชมป์ยุโรปนั่นเอง

       ก่อนอื่น ต้องเท้าความถึงเทือกแอลป์ก่อนว่า เทือกเขาแห่งนี้ นับเป็นเทือกเขาที่ใหญ่ที่สุดของทวีปยุโรป โดยมีพื้นที่กว้างใหญ่ไพศาลถึง 298,128 ตารางกิโลเมตร โดยมีพื้นที่ครอบคลุมถึง 8 ประเทศของทวีปยุโรป ประกอบด้วย สวิตเซอร์แลนด์, ออสเตรีย, เยอรมัน, อิตาลี, ลิกเตนสไตน์, สโลวีเนีย, ฝรั่งเศส และราชรัฐโมนาโก

       ดังนั้น คนที่อาศัยอยู่บนเทือกเขาแอลป์ของประเทศเหลานี้ มักจะห่างไกลจากสิ่งอำนวยความสะดวก แม้ว่าหลายพื้นที่ จะเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญก็ตาม

       และเป็นเรื่องที่ยากมาก ที่จะไปสร้างสนามฟุตบอลที่ได้มาตรฐานบนพื้นที่ของเทือกเขาแห่งนี้ เพราะภูมิประเทศมีแต่ภูเขา แทบจะไม่มีพื้นที่ราบ แถมสภาพอากาศค่อนข้างหนาวเย็นตลอดทั้งปี เนื่องจากอยู่บนพื้นที่สูงนั่นเอง จึงไม่เหมาะแก่การปลูกหญ้าเพื่อสร้างสนามฟุตบอล

       ในอดีตที่ผ่านมาผู้คนที่อาศัยอยู่บนเทือกเขาแอลป์ ที่มีใจรักในการเล่นฟุตบอล ต้องเล่นกีฬาที่พวกเขาชื่นชอบ ในพื้นที่ที่จำกัดจำเขี่ย มีการจัดการแข่งขัน ก็เป็นเพียงฟุตบอลสนามเล็ก ทว่ากลับได้รับความนิยมอย่างมาก อย่างเช่นการแข่งขัน Bergdorf championship เมื่อปี 1984 ซึ่งเป็นทัวร์นาเมนต์ที่จัดแข่งกันเอง ของกลุ่มชนที่อยู่บนยอดเขาในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ จนกลายเป็นประเพณีที่จัดกันอย่างต่อเนื่องทุกปี

       จนกระทั่งในปี 2008 ในปีนั้นตรงกับการแข่งขันยูโรป 2008 ที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์กับออสเตรีย เป็นเจ้าภาพร่วมกัน

       ด้วยความที่ทั้ง 2 ชาติ มีพรมแดนติดกัน แถมยังมีเทือกเขาแอลป์ครอบคลุมด้วย จึงทำให้ฟุตบอลแห่งชุมชนชาวเขา ถูกยกระดับให้กลายเป็นฟุตบอลชาวเขาชิงแชมป์แห่งทวีปยุโรป“Bergdorf-Em” โดยจัดขึ้นครั้งแรกเมื่อปี 2008 ก่อนที่ศึกยูโร 2008 จะเริ่มขึ้น เพื่อเป็นการโปรโมตการแข่งขันฟุตบอลยูโรไปในตัว

       โดยหมู่บ้านจีชปง(GSPON) ในหุบเขาซาสตัลเหนือ(Staldenried) รัฐวาเลส์(Valais) ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ที่มีความสูงเหนือระดับน้ำทะเลถึง 2,000 เมตร รับเสื่อที่เป็นเจ้าภาพครั้งแรก ภายใต้การสนับสนุนของสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ(ฟีฟ่า), สหพันธ์ฟุตบอลยุโรป(ยูฟ่า) และสมาคมฟุตบอลสวิตเซอร์แลนด์(SFV)

       นอกจากประเทศที่มีพรมแดนอยู่บนเทือกเขาแอลป์แล้ว หลายประเทศในยุโรป ก็ส่งทีมร่วมแข่งขันเช่นกัน จนทำให้ในครั้งแรก มีทีมร่วมฟาดแข้ง 8 ทีม ซึ่งแต่ละทีม จะต้องนั่งกระเช้าขึ้นไปแข่งขัน เนื่องจากหมู่บ้านดังกล่าว ไม่มีถนนเข้าไปถึงนั่นเอง

       สำหรับกติกาการแข่งขันคร่าวมีดังนี้ สนามฟุตบอลจะมีขนาด 60X40 เมตร, แต่ละฝั่งจะประกอบไปด้วยผู้เล่นฝั่งละ 8 คน(รวมผู้รักษาประตู) ส่วนกติกาอื่นๆ เหมือนฟุตบอลทั่วไป

นอกจากนี้ สหพันธ์ฟุตบอลยุโรป หรือยูฟ่า ยังกำหนดให้ฟุตบอลรายการนี้ จัดการแข่งขันทุก 4 ปี และต้องจัดปีเดียวกับการแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป หรือยูโร อีกด้วย

       สำหรับการแข่งขันในครั้งแรก ปรากฏว่า สเปน คว้าแชมป์มาครอง พร้อมกับทำให้ทีมลูกหนังแดนกระทิงดุ คว้าแชมป์พร้อมกันทั้งยูโร 2008 และ Bergdorf-Em 2008

       จากนั้นในปี 2012 แม้ฟุตบอลยูโร 2012 จะถูกจัดขึ้นที่ประเทศโปแลนด์และยูเครน ซึ่งเป็น 2 ชาติที่ไม่มีพื้นที่ติดกับเทือกเขาแอลป์ แต่ศึกลูกหนังแห่งชาวดอยยุโรป ยังคงเดินหน้าจัดเหมือนเดิม โดยเทศบาลเคลย์นัล (Kleinarl) เมืองซัลซ์บวร์ก ประเทศออสเตรีย ที่มีความสูงจากระดับน้ำทะล 1,014 เมตร เป็นเจ้าภาพ

        ก่อนที่ สเปน จะคว้าแชมป์ไปครองอีกสมัย และทำให้ทีมลูกหนังแดนกระทิงดุ คว้าแชมป์ทั้งยูโร 2012 และ Bergdorf-Em 2012 พร้อมกันอีกครั้ง

       จากนั้นในครั้งที่ 3 เมื่อปี 2016 ประเทศฝรั่งเศส ที่เป็นเจ้าภาพยูโร 2016 ได้เป็นเจ้าภาพศึกลูกหนัง Bergdorf-Em 2016 ด้วย โดยจัดการแข่งขันที่ชุมชนมอร์ซีน(Morzine) ซึ่งอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของดินแดนน้ำหอม โดยครั้งนี้ มีทีมเข้าร่วมการแข่งขันมากที่สุดถึง 12 ทีม ซึ่งปรากฏว่า รัสเซีย คว้าแชมป์ไปครอง

       สำหรับในปีนี้ ศึก Bergdorf-Em 2020 ได้ย้ายมาแข่งขันที่หมู่บ้านจีชปง(GSPON) ประเทศสวิตเซอร์แลนด์อีกครั้ง โดยจะใช้สนามแข่งขันใหม่ ที่ไม่เคยถูกใช้แข่งขันรายการนี้เมื่อปี 2008 มาก่อน นั่นก็คือ อ็อตมาร์ ฮิตส์เฟลด์ สตาดิโอน(Ottmar Hitzfeld Stadion) โดยสนามนี้ถูกสร้างขึ้นเมื่อปี 2009 และตั้งชื่อเพื่อเป็นเกียรติแก่ อ็อตมาร์ ฮิตส์เฟลด์ กุนซือชาวเยอรมัน ที่เคยคุมทีมชาติสวิตเซอร์แลนด์

        อย่างไรก็ตาม จากผลกระทบของไวรัสโควิด-19 ที่แพร่ระบาดอย่างหนักไปทั่วโลก จึงทำให้มีเพียง 8 ทีมเท่านั้น ที่ร่วมแข่งขันในครั้งนี้ โดยมีการแบ่งสายการแข่งขันออกมาแล้ว ในกลุ่ม เอ ฮอลแลนด์, เยอรมัน, สวิตเซอร์แลนด์ และ ฝรั่งเศส ส่วนกลุ่ม บี ได้แก่ เบลเยียม, ออสเตรีย, อังกฤษ และ อิตาลี

       ด้วยพิษสงของไวรัสมรณะโควิด-19 นอกจากจะทำให้ศึกยูโร 2020 ถูกเลื่อนไปแข่งขันในปีหน้าแล้ว ศึก Bergdorf-Em 2020 ก็ถูกเลื่อนจากโปรแกรมเดิมเช่นกัน โดยกำหนดการณ์เดิม จะแข่งขันระหว่างวันที่ 12-14 มิถุนายน 2020 เลื่อนไปแข่งขันในระหว่างวันที่ 28-30 สิงหาคมของปีเดียวกัน แฟนกีฬาชาวไทยน้อยคนนัก ที่จะรู้จักกับการแข่งขันฟุตบอลบนเทือกเขาแอลป์ ในรายการที่มีชื่อว่า “Bergdorf-Em” ในภาษาเยอรมัน หรือ “Mountain Village European Championship” ในภาษาอังกฤษ ซึ่งถ้าแปลเป็นไทยก็คือ ศึกลูกหนังชาวเขาชิงแชมป์ยุโรปนั่นเอง

       ก่อนอื่น ต้องเท้าความถึงเทือกแอลป์ก่อนว่า เทือกเขาแห่งนี้ นับเป็นเทือกเขาที่ใหญ่ที่สุดของทวีปยุโรป โดยมีพื้นที่กว้างใหญ่ไพศาลถึง 298,128 ตารางกิโลเมตร โดยมีพื้นที่ครอบคลุมถึง 8 ประเทศของทวีปยุโรป ประกอบด้วย สวิตเซอร์แลนด์, ออสเตรีย, เยอรมัน, อิตาลี, ลิกเตนสไตน์, สโลวีเนีย, ฝรั่งเศส และราชรัฐโมนาโก

       ดังนั้น คนที่อาศัยอยู่บนเทือกเขาแอลป์ของประเทศเหลานี้ มักจะห่างไกลจากสิ่งอำนวยความสะดวก แม้ว่าหลายพื้นที่ จะเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญก็ตาม

       และเป็นเรื่องที่ยากมาก ที่จะไปสร้างสนามฟุตบอลที่ได้มาตรฐานบนพื้นที่ของเทือกเขาแห่งนี้ เพราะภูมิประเทศมีแต่ภูเขา แทบจะไม่มีพื้นที่ราบ แถมสภาพอากาศค่อนข้างหนาวเย็นตลอดทั้งปี เนื่องจากอยู่บนพื้นที่สูงนั่นเอง จึงไม่เหมาะแก่การปลูกหญ้าเพื่อสร้างสนามฟุตบอล

       ในอดีตที่ผ่านมาผู้คนที่อาศัยอยู่บนเทือกเขาแอลป์ ที่มีใจรักในการเล่นฟุตบอล ต้องเล่นกีฬาที่พวกเขาชื่นชอบ ในพื้นที่ที่จำกัดจำเขี่ย มีการจัดการแข่งขัน ก็เป็นเพียงฟุตบอลสนามเล็ก ทว่ากลับได้รับความนิยมอย่างมาก อย่างเช่นการแข่งขัน Bergdorf championship เมื่อปี 1984 ซึ่งเป็นทัวร์นาเมนต์ที่จัดแข่งกันเอง ของกลุ่มชนที่อยู่บนยอดเขาในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ จนกลายเป็นประเพณีที่จัดกันอย่างต่อเนื่องทุกปี

       จนกระทั่งในปี 2008 ในปีนั้นตรงกับการแข่งขันยูโรป 2008 ที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์กับออสเตรีย เป็นเจ้าภาพร่วมกัน

       ด้วยความที่ทั้ง 2 ชาติ มีพรมแดนติดกัน แถมยังมีเทือกเขาแอลป์ครอบคลุมด้วย จึงทำให้ฟุตบอลแห่งชุมชนชาวเขา ถูกยกระดับให้กลายเป็นฟุตบอลชาวเขาชิงแชมป์แห่งทวีปยุโรป“Bergdorf-Em” โดยจัดขึ้นครั้งแรกเมื่อปี 2008 ก่อนที่ศึกยูโร 2008 จะเริ่มขึ้น เพื่อเป็นการโปรโมตการแข่งขันฟุตบอลยูโรไปในตัว

       โดยหมู่บ้านจีชปง(GSPON) ในหุบเขาซาสตัลเหนือ(Staldenried) รัฐวาเลส์(Valais) ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ที่มีความสูงเหนือระดับน้ำทะเลถึง 2,000 เมตร รับเสื่อที่เป็นเจ้าภาพครั้งแรก ภายใต้การสนับสนุนของสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ(ฟีฟ่า), สหพันธ์ฟุตบอลยุโรป(ยูฟ่า) และสมาคมฟุตบอลสวิตเซอร์แลนด์(SFV)

       นอกจากประเทศที่มีพรมแดนอยู่บนเทือกเขาแอลป์แล้ว หลายประเทศในยุโรป ก็ส่งทีมร่วมแข่งขันเช่นกัน จนทำให้ในครั้งแรก มีทีมร่วมฟาดแข้ง 8 ทีม ซึ่งแต่ละทีม จะต้องนั่งกระเช้าขึ้นไปแข่งขัน เนื่องจากหมู่บ้านดังกล่าว ไม่มีถนนเข้าไปถึงนั่นเอง

       สำหรับกติกาการแข่งขันคร่าวมีดังนี้ สนามฟุตบอลจะมีขนาด 60X40 เมตร, แต่ละฝั่งจะประกอบไปด้วยผู้เล่นฝั่งละ 8 คน(รวมผู้รักษาประตู) ส่วนกติกาอื่นๆ เหมือนฟุตบอลทั่วไป

       นอกจากนี้ สหพันธ์ฟุตบอลยุโรป หรือยูฟ่า ยังกำหนดให้ฟุตบอลรายการนี้ จัดการแข่งขันทุก 4 ปี และต้องจัดปีเดียวกับการแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป หรือยูโร อีกด้วย

       สำหรับการแข่งขันในครั้งแรก ปรากฏว่า สเปน คว้าแชมป์มาครอง พร้อมกับทำให้ทีมลูกหนังแดนกระทิงดุ คว้าแชมป์พร้อมกันทั้งยูโร 2008 และ Bergdorf-Em 2008

       จากนั้นในปี 2012 แม้ฟุตบอลยูโร 2012 จะถูกจัดขึ้นที่ประเทศโปแลนด์และยูเครน ซึ่งเป็น 2 ชาติที่ไม่มีพื้นที่ติดกับเทือกเขาแอลป์ แต่ศึกลูกหนังแห่งชาวดอยยุโรป ยังคงเดินหน้าจัดเหมือนเดิม โดยเทศบาลเคลย์นัล (Kleinarl) เมืองซัลซ์บวร์ก ประเทศออสเตรีย ที่มีความสูงจากระดับน้ำทะล 1,014 เมตร เป็นเจ้าภาพ

       ก่อนที่ สเปน จะคว้าแชมป์ไปครองอีกสมัย และทำให้ทีมลูกหนังแดนกระทิงดุ คว้าแชมป์ทั้งยูโร 2012 และ Bergdorf-Em 2012 พร้อมกันอีกครั้ง

       จากนั้นในครั้งที่ 3 เมื่อปี 2016 ประเทศฝรั่งเศส ที่เป็นเจ้าภาพยูโร 2016 ได้เป็นเจ้าภาพศึกลูกหนัง Bergdorf-Em 2016 ด้วย โดยจัดการแข่งขันที่ชุมชนมอร์ซีน(Morzine) ซึ่งอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของดินแดนน้ำหอม โดยครั้งนี้ มีทีมเข้าร่วมการแข่งขันมากที่สุดถึง 12 ทีม ซึ่งปรากฏว่า รัสเซีย คว้าแชมป์ไปครอง

       สำหรับในปีนี้ ศึก Bergdorf-Em 2020 ได้ย้ายมาแข่งขันที่หมู่บ้านจีชปง(GSPON) ประเทศสวิตเซอร์แลนด์อีกครั้ง โดยจะใช้สนามแข่งขันใหม่ ที่ไม่เคยถูกใช้แข่งขันรายการนี้เมื่อปี 2008 มาก่อน นั่นก็คือ อ็อตมาร์ ฮิตส์เฟลด์ สตาดิโอน(Ottmar Hitzfeld Stadion) โดยสนามนี้ถูกสร้างขึ้นเมื่อปี 2009 และตั้งชื่อเพื่อเป็นเกียรติแก่ อ็อตมาร์ ฮิตส์เฟลด์ กุนซือชาวเยอรมัน ที่เคยคุมทีมชาติสวิตเซอร์แลนด์

       อย่างไรก็ตาม จากผลกระทบของไวรัสโควิด-19 ที่แพร่ระบาดอย่างหนักไปทั่วโลก จึงทำให้มีเพียง 8 ทีมเท่านั้น ที่ร่วมแข่งขันในครั้งนี้ โดยมีการแบ่งสายการแข่งขันออกมาแล้ว ในกลุ่ม เอ ฮอลแลนด์, เยอรมัน, สวิตเซอร์แลนด์ และ ฝรั่งเศส ส่วนกลุ่ม บี ได้แก่ เบลเยียม, ออสเตรีย, อังกฤษ และ อิตาลี

       ด้วยพิษสงของไวรัสมรณะโควิด-19 นอกจากจะทำให้ศึกยูโร 2020 ถูกเลื่อนไปแข่งขันในปีหน้าแล้ว ศึก Bergdorf-Em 2020 ก็ถูกเลื่อนจากโปรแกรมเดิมเช่นกัน โดยกำหนดการณ์เดิม จะแข่งขันระหว่างวันที่ 12-14 มิถุนายน 2020 เลื่อนไปแข่งขันในระหว่างวันที่ 28-30 สิงหาคมของปีเดียวกัน

ฟาอุสติโน่ อัสปริย่า แนะฮาเมสย้ายซบแมนยูทีมที่เหมาะ!

ฟาอุสติโน่ อัสปริย่า อดีตหัวหอกชาวโคลอมเบีย ระบุ ฮาเมส โรดริเกซ ควรจะบอกลา เรอัล มาดริด แล้วไปซบ แมนฯ ยูไนเต็ด ชี้ แข้งวัย 28 ปีมีฝีเท้าดีอยู่แล้ว และควรจะเล่นให้กับทีมที่อยากใช้งานเขาจริงๆ

       ฟาอุสติโน่ อัสปริย่า อดีตกองหน้าคนดังชาวโคลอมเบีย แนะนำ ฮาเมส โรดริเกซ กองกลางรุ่นน้องว่าควรจะย้ายไปอยู่กับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ยอดสโมสรแห่งเวที พรีเมียร์ลีก อังกฤษ เพราะคิดว่าอีกฝ่ายจะเหมาะกับที่นั่น

       หลังจากทำผลงานได้โดดเด่นกับ เอฟซี ปอร์โต้, อาแอส โมนาโก รวมถึงกับทีมชาติโคลอมเบียในศึก ฟุตบอลโลก 2014 โรดริเกซ ก็โดน เรอัล มาดริด ดึงไปร่วมทัพในช่วงซัมเมอร์ของปี 2014 ด้วยค่าตัวที่เชื่อกันว่าสูงถึง 63 ล้านปอนด์ (ประมาณ 2,520 ล้านบาท) แต่แข้งวัย 28 ปีก็ไปไม่สวยกับที่นั่นจนถึงขั้นเคยโดนปล่อยให้ บาเยิร์น มิวนิค ยืมตัวไปใช้งาน 2 ฤดูกาล แถมสุดท้ายแล้ว บาเยิร์น ก็ไม่ซื้อขาดเขาด้วย จนทำให้ โรดริเกซ ต้องกลับมาอยู่กับ มาดริด ในซีซั่นนี้ และอนาคตของเขาในถิ่น ซานติอาโก้ เบร์นาเบว ก็ยังดูไม่ดีเท่าที่ควร ส่งผลให้เจ้าตัวตกเป็นข่าวเกี่ยวกับการย้ายทีมอีกครั้ง

       อัสปริย่า เผยว่า "แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด จะเป็นทีมที่เหมาะกับ ฮาเมส เลย พวกเขาไม่ได้แชมป์มาเป็นเวลานานแล้ว และพวกเขาก็กำลังคิดเกี่ยวกับการเสริมทัพให้แข็งแกร่งขึ้นสำหรับการเล่นในฤดูกาลหน้า พวกเขามียนักเตะฝีเท้าดีอยู่ในทีมหลายคน อย่างเช่น ฆวน มาต้า ที่มีสไตล์คล้ายกับ ฮาเมส แม้ว่าเขาจะมีความกระฉับกระเฉงมากกว่า และเน้นเล่นเกมรุกมากกว่าก็ตาม ผมคิดว่า ฮาเมส จะเข้ากับทีมนั้นได้อย่างง่ายดายเลย"

       "ฮาเมส จำเป็นต้องย้ายไปอยู่กับทีมที่เขาจะได้ลงเล่น, สโมสรที่โค้ชต้องการเขาจริงๆ และอยากได้เขาอยู่ในทีม ไม่ใช่ทีมที่เขาจะเป็นเพียงการเสริมทัพที่ทำให้ดูฮือฮา หรือถูกซื้อโดยความคิดที่แปลกๆ ของประธานสโมสร การที่เขามีพรสวรรค์ดีแบบนั้นมันทำให้เขาสามารถเล่นกับทีมไหนก็ได้ทั้งนั้น"

วันจันทร์ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2563

"นาสรี่" นิสัยเหมือนเดิมอันเดอร์เลชท์เตรียมเฉดหัว

อันเดอร์เลชท์ เตรียมเล่นบทโหดตัดหางปล่อยวัด ซามีร์ นาสรี่ มิดฟิลด์จอมเกเร หลังนักเตะไม่ยอมติดต่อสโมสรนับตั้งแต่ที่เดินทางไปกักตัวหนีเชื้อไวรัสมรณะที่นครดูไบ ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์
       ซามีร์ นาสรี่ กองกลางชาวฝรั่งเศส เตรียมหมดอนาคตกับ อันเดอร์เลชท์ สโมสรดังในลีก เบลเยียม หลังนักเตะขาดการติดต่อกับต้นสังกัดในช่วงระหว่างที่เก็บตัวหลบเลี่ยง และป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19

      อันเดอร์เลชท์ ได้ขอให้นักเตะทุกคนต้องแจ้งความเคลื่อนไหวของพวกเขา และปฏิบัติตามตารางการฝึกซ้อมอย่างเคร่งครัดในช่วงล็อกดาวน์ โดยจากรายงานระบุว่าผู้เล่นทั้งหมดทำตามคำสั่งที่ต้นสังกัดต้องการ ยกเวัน นาสรี่ ซึ่งเดินทางไปที่นครดูไบ ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

       สำหรับเรื่องนี้สร้างความไม่พอใจให้กับ อันเดอร์เลชท์ อย่างมาก และเตรียมที่จะลอยแพนักเตะซึ่งยิงได้แค่ 2 ประตูจากการเล่น 8 แมตช์นับตั้งแต่ที่ย้ายมาเล่นแบบฟรีเอเจนต์จาก "ขุนค้อน" เวสต์แฮม เมื่อช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมา

       ทั้งนี้ นาสซี่ ขึ้นชื่อลือชาเรื่องสร้างปัญหาพอสมควร โดยก่อนหน้านี้เขาถูกสั่งแบน 18 เดือนเนื่องจากใช้สารกระตุ้นด้วยการหยดยาเข้าหลอดเลือดในช่วงที่รักษาตัวในคลีนิคที่ลอส แองเจลิส สมัยย้ายจาก แมนฯ ซิตี้ ไปเล่นให้ เซบีย่า แบบยืมตัว

"รูนี่ย์" โอดตลอดอาชีพน่าทำประตูได้มากกว่านี้

เวย์น รูนี่ย์ ตำนาน แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด แอบเสียดายและผิดหวังเล็กๆ โดยบอกตลอดอาชีพนักเตะของตนน่าจะมีสถิติการทำประตูแจ่มกว่านี้ พร้อมฟันธง อีกไม่นาน แฮร์รี่ เคน จะก้าวขึ้นมาเป็นดาวซัลโวสูงสุดตลอดกาลทีมชาติอังกฤษ

       เวย์น รูนี่ย์ อดีตยอดกองหน้า แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่ตอนนี้เล่นให้กับ ดาร์บี้ เค้าน์ตี้ ยืนยันว่า ตนไม่เคยมองตัวเองเป็นดาวยิงโดยธรรมชาติ แต่เชื่อว่าน่าจะทำประตูได้มากกว่านี้ ทั้งระดับสโมสรและทีมชาติอังกฤษ

       ปัจจุบัน รูนี่ย์ ครองสถิติดาวซัลโวสูงสุดตลอดกาลทั้งของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด (253 ประตู) และ อังกฤษ (53 ประตู) ซึ่งเจ้าตัวแอบเสียดายว่าน่าจะทำได้ดีกว่านี้ พร้อมแสดงความมั่นใจว่า อีกไม่นาน แฮร์รี่ เคน ยอดดาวยิง ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ น่าจะทุบสถิติของตนในสีเสื้อ "สิงโตคำราม" ได้ (เคน ทำไปแล้ว 32 ประตู)

       "เอาตรงๆ เลยนะ เรื่องนี้อาจจะทำให้คุณแปลกใจ แต่ผมอยากจะบอกว่า ผมไม่ใช่ตัวทำสกอร์โดยธรรมชาติ" ดาวเตะวัย 34 ปี เขียนลงในคอลัมน์ของ เดอะ ไทม์ส สื่อดังอังกฤษ "ผมครองสถิติสุดยอดทั้งกับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และ อังกฤษ ซึ่งมันเป็นอะไรที่ผมภาคภูมิใจมาก"

       "ถ้าถามว่า ผมก้าวขึ้นมาครองสถิติดาวซัลโวสูงสุดได้อย่างไร ในเมื่อไม่ใช่ดาวยิงโดยธรรมชาติ? เวลาไง เพราะผมเล่นให้ ยูไนเต็ด 13 ปี และรับใช้ อังกฤษ มา 15 ปี ผมจึงมีเวลามากพอที่จะทุบสถิติเก่าๆ ซึ่งเมื่อมองย้อนกลับไป ผมรู้สึกว่า ผมน่าจะทำประตูได้มากกว่านี้ด้วย"

       "ผมไม่คิดว่า แฮร์รี่ เคน จะใช้เวลานานในการทำลายสถิติของผมในทีมชาติอังกฤษ ซึ่งมันคงจะเป็นช่วงเวลาที่น่าภาคภูมิใจสำหรับผม ผมไม่เคยเป็นนักเตะที่เห็นแก่ตัว และมันคงจะเป็นอะไรที่ยอดเยี่ยมมากๆ ทั้งสำหรับ อังกฤษ และ แฮร์รี่ หากเขาก้าวไปถึงจุดนั้นได้ เพราะขนาด (เซอร์) บ็อบบี้ ชาร์ลตัน ยังต้องรอนานถึง 50 ปีเลย (กว่า รูนี่ย์ จะทำลายสถิติดาวซัลโวสูงสุดตลอดกาล "ปีศาจแดง")"

       "สถิติของ ยูไนเต็ด อาจจะต้องใช้เวลานานกว่าหน่อย เพราะสมัยนี้นักเตะไม่ค่อยอยู่กับสโมสรตัวเองนานๆ ลองคิดดูสิ หากนักเตะอย่าง (ลิโอเนล) เมสซี่ หรือ (คริสเตียโน่) โรนัลโด้ มาเล่นที่ โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด พวกเขาคงทำลายสถิติได้ภายใน 3 หรือ 4 ปี!"